วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

สะพานเชื่อมยุคพลังงานอนาคต กฟผ.รุก ‘SMR-อาเซียนกริด’ สู่เป้า Net Zero

ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานพลังงานระดับโลก หรือ Gastech 2026 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญของปี 2569 ที่ไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 18 ปี โดยจะจัดนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ระบบการผลิตไฟฟ้าและ AI ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค กรุงเทพฯ

สำหรับงาน Gastech 2026 จะเป็นศูนย์รวมผู้นำด้านพลังงานระดับโลกตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี, CEO, หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) จาก 150 ประเทศทั่วโลกจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน มีบริษัทร่วมจัดแสดงนิทรรศการ 1,000 บูท และมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลแต่ละฟอรัมกว่า 1,000 คน ตลอดการสัมมนาที่มีมากกว่า 100 เวที

นางทวิวรรณ ด่านวิไล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางและบทบาทของ กฟผ. ในบริบทพลังงานโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการ หรือ Energy Trilemma ซึ่งประกอบด้วย 

1.การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) 

2.การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม (Economy Efficiency)

3.ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Environment Sustainability) โดยเฉพาะในจังหวะที่ไทยกำลังจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด (RE) ถึง 70% เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

สะพานเชื่อมยุคพลังงานอนาคต กฟผ.รุก ‘SMR-อาเซียนกริด’ สู่เป้า Net Zero

สำหรับการเป็นเจ้าภาพร่วมในงาน Gastech 2026 ถือเป็นงานด้านพลังงานระดับโลกที่วนกลับมาจัดที่ไทยอีกครั้งในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ โดย กฟผ.เตรียมนำเสนอผลงานภายใต้แนวคิด “Bridging the Next Energy Era” หรือการเป็นสะพานเชื่อมสู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ประกอบด้วย 

1.Bridging Energy Security หรือการเชื่อมต่อพลังงานที่มั่นคง โดย กฟผ. ยืนยันว่าก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังเป็นรากฐานสำคัญรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการรองรับปรากฏการณ์ Duck Curve ที่เกิดจากความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงจาก AI และ Data Center ที่ต้องการไฟมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้มุ่งพัฒนา Grid Modernization ให้โครงข่ายไฟฟ้ายืดหยุ่นและทันสมัย รวมถึงการโชว์ศักยภาพ ASEAN Power Grid (LTMS-PIP) เชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้า 4 ประเทศ (ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์) เพื่อสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาค

2.Bridging Energy Transition หรือเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล โดย กฟผ.กำลังศึกษาและทดสอบเทคโนโลยีเชื้อเพลิงใหม่เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเน้นนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เช่น ไฮโดรเจนผ่านโครงการนำร่อง Wind Hydrogen Hybrid เป็นพลังงานลมผสมผสานไฮโดรเจน และกำลังศึกษาการนำไฮโดรเจนมาผสมกับเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าที่ลำตะคอง 

รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เป็นการทดสอบการเผาไหม้ร่วม (Biomass Co-firing) ร่วมกับถ่านหินสัดส่วนไม่เกิน 5% เพื่อลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยไม่ต้องลงทุนปรับปรุงโรงไฟฟ้าใหม่มาก ซึ่งช่วยควบคุมต้นทุนไม่ให้กระทบค่าไฟฟ้าประชาชน โดยใช้ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อลดคาร์บอนแบบไม่ต้องลงทุนปรับปรุงโรงไฟฟ้ามหาศาล

3.Bridging Sustainable Future หรือการเชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคตที่ยั่งยืน โดยศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่เป็นเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมีเสถียรภาพสูงและปลอดภัยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม โดย SMR เป็นคำตอบสำคัญรองรับโลกยุคดิจิทัลและศูนย์ Data Center ระยะยาว

“โรงไฟฟ้า SMR เป็นเทคโนโลยีระบบปิดที่ปลอดภัยสูง มีขนาดเล็กลง และเป็นตัวเลือกสำคัญตอบโจทย์การมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ยั่งยืน โดยเทคโนโลยีนี้ได้ถูกบรรจุไว้ในปลายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ด้วย”

กางแผน 10 ปี LNG ยังจำเป็น

นางทวิวรรณ กล่าวว่า ระยะสั้น (1-3 ปี) ก๊าซธรรมชาติจะเป็นเชื้อเพลิงหลักรับมือความผันผวนของระบบ ขณะที่ระยะกลาง (3-5 ปี) จะเป็นจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีเมื่อต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ลดลง ส่วนระยะยาว (5-10 ปี) ไฟฟ้าจะเป็นพลังงานหลักแทนที่น้ำมันจากการขยายตัวของ EV

ทั้งนี้ LNG ยังจำเป็นต่อระบบไฟฟ้าไทยอีกอย่างน้อย 10 ปี เนื่องจากระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่มีข้อจำกัดราคาและปัจจัยอื่น โดยเฉพาะยุค AI และ Data Center ขยายตัวเร็ว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีเสถียรภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญดึงการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชาติ

“เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ในส่วนของพลังงานหมุนเวียน แต่ขณะเดียวกันจะตัดทิ้ง LNG ยังไม่ได้ โดยมองว่า LNG ยังต้องมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพระบบไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งมีความจำเป็นในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน” นางทวิวรรณ กล่าว

Gastech 2026 สอดรับแผน PDP 2026

นอกจากนี้ การจัดงาน Gastech 2026 ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่แผน PDP ฉบับใหม่ชัดเจน ซึ่งดีต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนต่างประเทศ

“แผน PDP ฉบับใหม่จะชัดเจนไตรมาส 3 ปีนี้ จะทำให้เห็นทิศทางการใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น สัดส่วนการใช้ไฮโดรเจน หรือการบรรจุ SMR เข้ามาในระบบชัดเจนขึ้น” นางทวิวรรณ กล่าว

รวมทั้งงานปีนี้ยังมีความพิเศษในการเชิญกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย (Regulators) จากหลายประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยน ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพรวมอุตสาหกรรมพลังงานครบถ้วนขึ้น

“กฟผ.ต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่ทำงานในเชิงรับอย่างเดียว แต่พร้อมเป็นตัวเชื่อมเชิงรุก (Proactive) โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานเพื่อส่งต่อพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนไปสู่โลกและคนไทยทุกคน” นางทวิวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ กฟผ.ในฐานะผู้สนับสนุนหลักงาน Gastech 2026 จะแสดงถึงบทบาทเชิงรุกที่ไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติงานด้านไฟฟ้า แต่เป็นตัวเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสู่ระดับสากล เพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน