“เอกนิติ” แก้เกมอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิตรถยนต์ จ่อใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือจัดการปัญหา FTA ลักลั่น ลดภาษีรถผลิตในประเทศ-เพิ่มภาษีรถนำเข้า เผยเร่งออกเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้ภายในปีนี้
จากกรณีนายปูร์บายา ยุธิ ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซียได้ขอให้บริษัทรถยนต์ โตโยต้า ย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยมายังอินโดนีเซีย ตามรอยบริษัทฮุนไดที่ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะมอบสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขต่างๆ ตามที่โตโยต้าต้องการ หากบริษัทเต็มใจที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซีย
ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาและข้อกังวลของผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ในประเทศไทย ที่ต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จากปัญหาภาวะลักลั่นของนโยบายภาษี เนื่องจากมีบางประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับไทยได้อัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำกว่าในการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป สร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ
“วันนี้เราจะเห็นว่า โครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรที่มันมีความลักลั่น สำหรับบางกลุ่มประเทศก็มีภาษีศุลกากรที่มี FTA ประเทศเหล่านั้นก็จะได้ภาษีที่ถูกกว่า ถือเป็นข้อจำกัดของการพัฒนาภายในประเทศ”
โดยจากข้อตกลงการค้าเสรีนี้เอง ที่ทำให้ไทยไม่สามารถปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรเพื่อใช้เป็นกำแพงภาษี (Tariff) ในการสกัดกั้นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ได้เหมือนประเทศอย่างสหรัฐ อย่างไรก็ดี กระทรวงคลังเตรียมพร้อมที่จะใช้เครื่องมืออื่นที่เหลืออยู่อย่าง “ภาษีสรรพสามิต” เข้ามาทดแทน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
ขึ้นภาษีรถนำเข้า-ลดภาษีรถผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ ภายใต้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์รูปแบบใหม่ จะให้อัตราภาษีที่ลดลงแก่ผู้ประกอบการทั้งค่ายเดิมและค่ายใหม่ที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตรถยนต์เครื่องสันดาป ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ประกอบการต้องลงทุนตั้งโรงงานจริง ใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ และเริ่มดำเนินการผลิตเพื่อส่งออกแล้ว
ในทางกลับกัน หากเป็นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับอัตราภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของฝั่งผู้ลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริง
โดยมาตรการรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ เปรียบได้กับการ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” ทั้งช่วยกระตุ้นการผลิตในประเทศ รักษาการจ้างงานของแรงงานไทย และทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้บริโภคที่ยังต้องการใช้รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป
“เรื่องข้อกังวลด้านการจัดเก็บรายได้ แท้จริงแล้วการปรับโครงสร้างครั้งนี้ อาจจะทำให้รายได้เราเพิ่มขึ้นด้วย เพราะใครที่อยากจะใช้รถนำเข้าก็จะโดนจัดเก็บภาษีแพงขึ้น แต่ถ้าใช้รถที่ผลิตในประเทศปัจจุบันภาษีก็ถูกมากอยู่แล้ว ผมก็เชื่อว่าอันนี้จะเป็นการ ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว’ ช่วยด้านการผลิตในประเทศ และการจ้างงานต่าง ๆ”
นายเอกนิติ ยังกล่าวด้วยว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการเร่งด่วน ซึ่งได้มอบหมายให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยจะออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต ซึ่งสามารถออกประกาศและบังคับใช้ได้ทันทีภายในปีนี้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกลไกรัฐสภา
‘เอกนิติ’ ร่วมคณะอนุทิน เปิดโอกาสการค้า-เพิ่มการส่งออก
วันนี้ (17 ส.ค. 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มีกำหนดการจะร่วมคณะเดินทางไปเยือนประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยการเยือนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปิดตลาดการส่งออกยานยนต์ที่สำคัญของไทย เป็นการต่อยอดและขยายผลการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีร่วมกันระหว่างไทยกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่าแผนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมจากยานยนต์เครื่องสันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า จะเน้นด้านอุปทาน (Supply) ผ่านการดึงดูดการลงทุนอย่างเดียวไม่พอ แต่ยังต้องส่งเสริมด้านอุปสงค์ (Demand) หาตลาดส่งออกมารองรับ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านการผลิตในประเทศสร้างมูลค่าได้จริง
"ในปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ EV บางแห่งที่ได้เริ่มทำการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้แล้ว และคาดว่าในอนาคตจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง"



