ผลศึกษา SMM เผยแพร่เมื่อเดือนส.ค. 2026 ตีแผ่ขบวนการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีเตาหลอม Induction Furnace (IF) จากจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ ชี้เป็นต้นเหตุ “เหล็กเส้นด้อยคุณภาพ” ระบาดหนักในภูมิภาค
โดยระบุ "ไทย-ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย" เผชิญความเสี่ยงความปลอดภัยอาคารเหตุเหล็กขาดความเหนียว รับแรงแผ่นดินไหวไม่ได้ เผยต้นทุนต่ำกว่ามาตรฐาน 20% ทำลายกลไกตลาดเป็นธรรม
รายงานพิเศษจาก Shanghai Metals Market (SMM) แพลตฟอร์มวิเคราะห์ตลาดโลหะระดับโลก เผยบทความวิเคราะห์ล่าสุดเรื่อง “เหล็กเส้นหักกับแผ่นดินไหวครั้งต่อไปที่ไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร” โดยระบุถึงความกังวลต่อการขยายตัวของการผลิตเหล็กด้วยเตา Induction Furnace (IF) ในอาเซียน ซึ่งเป็นการสานต่อมรดกจากเหล็กด้อยคุณภาพ หรือ “ตี้เถียวกัง” ที่จีนเคยสั่งปิดโรงงานและกำจัดกำลังการผลิตไปกว่า 140 ล้านตันในปี 2017
เปิดเส้นทางมรดก ‘ตี้เถียวกัง’
SMM พบหลักฐานการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เตาไฟฟ้าและเศษเหล็กจากจีนมายังอาเซียนผ่านข้อมูลศุลกากร (HS 8514) โดยพบว่าส่วนแบ่งการส่งออกอุปกรณ์เตาไฟฟ้าจากจีนมายังภูมิภาคนี้พุ่งจาก 24.1% ในปี 2017 ขึ้นไปสูงสุดที่ 40.6% ในปี 2021 และยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 31.5% ในปี 2025 คิดเป็นมูลค่ากว่า 125.3 ล้านดอลลาร์
นอกจากเครื่องจักรแล้วเศษเหล็ก (Scrap) ยังเคลื่อนย้ายตามมาด้วย โดยการส่งออกเศษเหล็กของจีนมายังอาเซียนพุ่งจาก 18,000 ตันในปี 2016 เป็นกว่า 1.39 ล้านตันในปี 2017 ขณะที่ฟิลิปปินส์มีการนำเข้าเศษเหล็กพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับไม่ถึง 5,000 ตันต่อปี มาเป็นเกือบ 3 แสนตันในปี 2024 สอดคล้องกับกำลังการผลิตจากเตา IF ในฟิลิปปินส์ที่ประเมินว่าพุ่งจาก 1.5 แสนตัน สู่ 3 ล้านตันในปี 2025
จุดตายด้านโลหะวิทยา "หลอมได้แต่ปรุงไม่ได้"
ปัญหาสำคัญของเหล็กจากเตา IF ไม่ใช่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่คือกระบวนการผลิตที่นำเตาขนาดเล็กมาใช้หลอมเศษเหล็กโดยไม่มีขั้นตอน Refining หรือการปรุงน้ำเหล็กที่เพียงพอ
SMM ชี้ว่าเตา IF ไม่สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อน (Impurity) เช่น ฟอสฟอรัส หรือควบคุมปริมาณคาร์บอนได้แม่นยำเท่ากับเตา EAF หรือ BF-BOF ส่งผลให้เหล็กเส้นที่ได้ขาดความสม่ำเสมอในองค์ประกอบทางเคมี
“เหล็กจาก IF ใน batch เดียวกัน บางเส้นอาจผ่านมาตรฐาน แต่บางเส้นกลับมีปัญหาเมื่อนำไปดัด” รายงานระบุ
พร้อมย้ำว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ความเหนียว (Ductility) ซึ่งเป็นสมบัติวิกฤตในการรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
บทเรียนราคาแพงจากเหตุตึกถล่มปี 2025
บทความได้เชื่อมโยงความกังวลนี้กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ จนทำให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มลงมา
โดยจากการตรวจสอบพบว่าผู้ผลิตเหล็กที่เกี่ยวข้องอย่าง Xin Ke Yuan Steel เคยมีประวัติการทดสอบเหล็กไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งในด้าน Yield Strength และมวลต่อหน่วยความยาว จนถูกสั่งหยุดผลิตมาตั้งแต่ปลายปี 2024
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมของไทยได้เข้มงวดมากขึ้น โดยมีการปิดผนึกโรงงานไปแล้ว 7 แห่ง และอายัดเหล็กเส้นที่มีปัญหามูลค่ากว่า 384 ล้านบาท พร้อมพิจารณาเพิกถอนการรับรองเหล็กจากเตา IF
ทุบตลาดด้วยสงครามราคา-ธรรมาภิบาล
นอกจากด้านความปลอดภัย เหล็กด้อยคุณภาพยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ โดย SMM ระบุว่า เหล็กเส้นจาก IF สามารถขายในราคาที่ต่ำกว่าเหล็กจากเตา EAF ที่ได้มาตรฐานถึง 20% เนื่องจากไม่ต้องลงทุนในระบบปรุงน้ำเหล็กและระบบควบคุมมลพิษ
นอกจากนี้ ยังพบประเด็นด้านธรรมาภิบาล เช่น การสุ่มเลือกตัวอย่างเหล็กคุณภาพดีมาทดสอบเพื่อให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน แต่กลับจำหน่ายสินค้าที่คุณภาพต่ำกว่าในหน้างานจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การกำกับดูแลอ่อนแอ
ข้อเสนอ SMM "Zero Tolerance" ก่อนแผ่นดินไหวครั้งหน้า
SMM เสนอแนวทางเชิงนโยบายว่า การตรวจสอบที่ปลายทางหรือการปรับโทษอาจไม่เพียงพอ เพราะต้นเหตุมาจากโครงสร้างต้นทุนที่บิดเบือน จึงเสนอให้ใช้มาตรการ “Zero Tolerance สำหรับเหล็กด้อยคุณภาพ” ในวัสดุก่อสร้าง โดยเน้นไปที่การควบคุมกระบวนการผลิต (Traceability) และคุณภาพเชิงโลหะวิทยา ไม่ใช่เพียงการต่อต้านเทคโนโลยี IF แต่เป็นการป้องกันเหล็กที่ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของประชาชนได้
“ก่อนเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งต่อไป ประเทศในอาเซียนต้องจัดการกับเหล็กคุณภาพต่ำอย่างจริงจัง” SMM ระบุทิ้งท้าย



