โครงการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะจากรถสันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกระทรวงคมนาคมที่เร่งขับเคลื่อนภายในปีนี้ มุ่งลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดมลพิษ และยกระดับคุณภาพระบบขนส่งสาธารณะของประเทศในระยะยาว
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สถานะปัจจุบันของโครงการเปลี่ยนผ่านยานยนต์ไฟฟ้า อยู่ระหว่างศึกษาการใช้แหล่งเงินทุนจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะใช้วงเงินเพื่อขับเคลื่อนนโยบายส่วนนี้ราว 2.4 หมื่นล้านบาท สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของระบบขนส่งสาธารณะ
สำหรับกลุ่มรถขนส่งสาธารณะที่จะได้เข้าร่วมโครงการนี้ ครอบคลุมรถขนส่งสาธารณะที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้แก่ รถแท็กซี่ที่มีอายุครบเกณฑ์เปลี่ยนรถ 10 ปี รถตู้โดยสาร รถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก รถมินิบัส รถโดยสารประจำทาง และรถขนส่งสินค้า รวมประมาณ 7-8 ประเภท
ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างนั้น รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนเป็นเงินช่วยเหลือเงินดาวน์ 10,000 บาท และการช่วยเหลือดอกเบี้ย 50% สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 100,000 บาท ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ในส่วนนี้
นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า รูปแบบการสนับสนุนผู้ประกอบการรถขนส่งสาธารณะแต่ละประเภทอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะรถแท็กซี่ที่มีลักษณะการประกอบอาชีพ และการผ่อนชำระไม่เหมือนรถประเภทอื่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะใช้ระบบไฟแนนซ์ในลักษณะใด เนื่องจากผู้ขับแท็กซี่ส่วนใหญ่ชำระค่าเช่ารถเป็นรายวัน ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะออกแบบให้ภาระค่าใช้จ่ายรายวันลดลง เช่น จากเดิมเช่าวันละประมาณ 700 บาท อาจลดเหลือประมาณ 500 บาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการสนับสนุนผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อผ่านอู่แท็กซี่หรือให้ผู้ขับเป็นผู้กู้โดยตรง เพราะหากปล่อยกู้รายบุคคลอาจติดปัญหาเครดิตบูโร แต่หากปล่อยผ่านอู่รถก็ต้องมีระบบตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลประโยชน์จะต้องตกถึงผู้ขับจริง และไม่เกิดการอุดหนุนที่คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ของโครงการ
“กระทรวงฯ ขอย้ำว่าแนวคิดทั้งหมดอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะทั้งประเทศให้ใช้พลังงานสะอาด สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด จากการได้ใช้รถใหม่ที่ปลอดภัย สะอาด และมีต้นทุนค่าโดยสารที่ไม่เพิ่มขึ้น”
ทั้งนี้ จากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเปลี่ยนผ่านขนส่งสาธารณะทั้งระบบไปสู่ EV จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ในปริมาณเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 11 ล้านต้นต่อปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการ เนื่องจากรถ EV มีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่ารถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่ต้องผลักภาระการขึ้นค่าโดยสาร ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้บริการ



