สหภาพยุโรปเดินหน้าบังคับใช้ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เพื่อยกระดับการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น และผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ ส่วนประกอบ การนำกลับมาใช้ซ้ำหรือการกู้คืน ไปจนถึงการจัดการและป้องกันขยะบรรจุภัณฑ์
มาตรการ PPWR มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2568 และเริ่มใช้โดยทั่วไปตั้งแต่ 12 ส.ค. 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมพลาสติกทั่วโลกต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการพัฒนาวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน
สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกไทย ทิศทางดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากประเทศคู่ค้าหันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับตัวจากการผลิตพลาสติกแบบเดิมที่พึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล ไปสู่ผลิตภัณฑ์สีเขียวและพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่สามารถใช้ทรัพยากรชีวภาพภายในประเทศเป็นวัตถุดิบตั้งต้น
นอกจากแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว อุตสาหกรรมพลาสติกไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกโดยตรง การลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิลจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นเรื่องของ “ความมั่นคงทางวัตถุดิบ” และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
การปรับตัวจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนจากพลาสติกทั่วไปมาเป็นพลาสติกชีวภาพ แต่ต้องมองตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล ไปจนถึงการจัดการเมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งาน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมพลาสติกแบบเดิมที่พึ่งพาวัตถุดิบจากน้ำมันดิบ ไปสู่ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์สีเขียวมูลค่าสูง จะเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
จากรายงานการผลักดันกรอบนโยบายเพื่อการลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเผยแพร่เมื่อเดือนก.พ. 2569 ระบุว่า ไทยมีศักยภาพโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ โดยมีวัตถุดิบตั้งต้นจำนวนมาก โดยเฉพาะอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพได้
นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐยังมุ่งส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2570 ขณะที่ภาคเอกชนสามารถต่อยอดห่วงโซ่อุปทานจากอุตสาหกรรมแปรรูปอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศ เพื่อพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดสีเขียว
ไทยส่งออก PLA อันดับ 3 ของโลก
ศักยภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ โดยในปี 2568 ตลาดโลกของเม็ดพลาสติก Poly-Lactic Acid (PLA) พิกัดศุลกากร 390770 มีมูลค่าการส่งออกรวม 531.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยส่งออก PLA ไปตลาดโลกมูลค่า 125.2 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 23.5% ของการส่งออก PLA ทั่วโลก และครองอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยมีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตและส่งออกพลาสติกชีวภาพในระดับแนวหน้าของโลก และมีฐานสำคัญสำหรับต่อยอดอุตสาหกรรมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบภาคเกษตร โดยเฉพาะอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพและเคมีชีวภาพ แทนการพึ่งพาวัตถุดิบจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพียงอย่างเดียว
โจทย์ใหญ่ “ต้นทุนสูง” สกัดการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของพลาสติกชีวภาพไทยยังอยู่ที่ “ต้นทุน” เนื่องจากกระบวนการผลิตต้องใช้เทคโนโลยี เงินลงทุน และระบบการผลิตเฉพาะทาง ขณะที่ตลาดพลาสติกทั่วไปมีขนาดใหญ่และมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า
ข้อมูลระบุว่า เม็ดพลาสติกชีวภาพที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์อ้อยมีต้นทุนการผลิตประมาณ 3.4 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม เทียบกับเม็ดพลาสติกทั่วไปที่ประมาณ 1.3 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่าประมาณ 2.5 เท่า แม้ว่าพลาสติกทั้งสองประเภทจะมีคุณสมบัติทางกายภาพใกล้เคียงกัน
ขณะที่ OECD ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า พลาสติกชีวภาพยังเผชิญ “ช่องว่างด้านความสามารถในการแข่งขัน” โดยมีต้นทุนการผลิตอย่างน้อย 2.5 เท่าของพลาสติกที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของไทย เพราะแม้ตลาดโลกจะมีความต้องการสินค้าสีเขียวเพิ่มขึ้น แต่หากต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการไทยอาจเผชิญข้อจำกัดในการแข่งขันกับพลาสติกทั่วไป โดยเฉพาะตลาดที่ผู้ซื้อยังให้ความสำคัญกับราคา
รัฐเร่งหนุนผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่าน
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน โดยภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนหลายด้าน อาทิ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574 ของกระทรวงอุตสาหกรรม
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการให้ข้อมูลและความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดและโอกาสทางการค้าของสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ตลอดจนส่งเสริมเครื่องหมาย T Mark หรือ Thailand Trust Mark เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นต่อสินค้าและบริการไทยที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
" อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทยเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืน สอดรับกับกระแสการค้าที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก รวมถึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบภาคเกษตรในประเทศ และตอบสนองความต้องการของคู่ค้าที่ต้องการพลาสติกชีวภาพ"นายนันทพงษ์ กล่าว
ดังนั้น “ทางรอด” ของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยในโลกยุคใหม่อาจไม่ใช่การผลิตพลาสติกให้ได้มากขึ้น แต่คือการ “ผลิตพลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์กติกาสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก” เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดจากต้นทุนและกติกาการค้าใหม่ ให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่สินค้า Green Value และสร้างรายได้จากตลาดโลกในระยะยาว



