วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม 2569

Login
Login

 EVFTA เวียดนาม-อียู  6 ปี ดันการค้าทะลุ 9 แสนล้านดอลลาร์ ไทยเจอแรงกดดันแข่งขัน

เว็ปไซต์ กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์  ประเทศเวียดนาม รายงานว่า  วันที่ 1 ส.ค. 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 6 ปีของการมีผลใช้บังคับความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรป (Vietnam–European Union Free Trade Agreement: EVFTA) ความตกลงดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยยกระดับความร่วมมือจากการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าในระดับนโยบาย ไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเปิดตลาด การขยายการค้า การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมการลงทุน

ข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนามและสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ระหว่างเดือนม.ค. 2538 ถึงเดือนมิ.ย. 2569 การค้ารวมระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปมีมูลค่ามากกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ประมาณ 383,800 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 42.6 % ของมูลค่าการค้าสะสมตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี เกิดขึ้นภายในช่วง 6 ปีหลัง EVFTA มีผลใช้บังคับ สะท้อนว่าการลดอุปสรรคทางการค้าและการเปิดตลาดภายใต้ความตกลงสามารถเร่งการขยายตัวของการค้าทวิภาคี และทำให้ EVFTA กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่าย

ทั้งนี้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของเวียดนาม ณ เบลเยียมและสหภาพยุโรป (Vietnam Trade Office in Belgium and the EU)ระบุว่า มูลค่าการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นจาก 49,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อน EVFTA มีผลใช้บังคับ เป็น 74,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 41,700 ล้านดอลลาร์ โดยเวียดนามส่งออกไปยังสหภาพยุโรป 31,800 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 9,900 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เวียดนามเกินดุลการค้าประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์  ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการเกินดุลตลอดทั้งปี 2562

สะท้อนถึงความสามารถของ EVFTA ในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ท่ามกลางความผันผวนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเวียดนามสามารถรักษาการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหภาพยุโรปได้รับประโยชน์จากการมีแหล่งจัดหาสินค้าและวัตถุดิบที่หลากหลายและมีเสถียรภาพมากขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและการเสริมสร้างความมั่นคงด้านการจัดหา (Supply Security) ของสหภาพยุโรป

ผลประโยชน์ของ EVFTA ครอบคลุมทั้งภาคการส่งออก ภาคอุตสาหกรรม และผู้บริโภคของเวียดนาม โดยการลดภาษีและการเปิดตลาดช่วยให้ภาคธุรกิจเวียดนามเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปได้มากขึ้น ขณะที่การนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากยุโรป ช่วยเพิ่มโอกาสในการยกระดับผลิตภาพ ประสิทธิภาพการผลิต และมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมเวียดนาม ตลอดจนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้มข้นมากขึ้น

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Business Confidence Index: BCI) ของหอการค้ายุโรปในเวียดนาม (EuroCham) ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่า บริษัทจากยุโรป  68 %  มีส่วนร่วมในการค้าระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรป ทั้งในรูปแบบการนำเข้า การส่งออก และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดย 50 % ได้รับประโยชน์โดยตรงจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้ EVFTAและมากกว่าสองในสามสามารถลดต้นทุนทางธุรกิจได้จริง ส่วนใหญ่ลดต้นทุนได้ 5–15 %

ขณะที่ 11  % สามารถลดต้นทุนได้มากกว่าร30 % ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า EVFTA มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ นอกเหนือจากการเพิ่มปริมาณการค้าโดยตรง

เมื่อ EVFTA เข้าสู่ปีที่ 7 ประเด็นท้าทายของผู้ประกอบการมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษี ไปสู่การปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานของตลาดสหภาพยุโรปมากขึ้น เนื่องจากสหภาพยุโรปได้ดำเนินการตามตารางการยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกจากเวียดนามแล้วเกือบ 99  % ของรายการพิกัดอัตราศุลกากร (Tariff Lines) ส่งผลให้ข้อได้เปรียบด้านภาษีมีความครอบคลุมมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกเวียดนามจำเป็นต้องปรับตัวต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสหภาพยุโรป ได้แก่ กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) นโยบายภายใต้กรอบการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของสหภาพยุโรป (European Green Deal)

ในเชิงนโยบาย เวียดนามจึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ลดขั้นตอนพิธีการศุลกากร ยกระดับระบบดิจิทัลด้านการค้า เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก EVFTA และรองรับข้อกำหนดของตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปสู่ระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม (Comprehensive Strategic Partnership) เมื่อเดือนม.ค. 2569 ยิ่งเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายขยายความร่วมมือจากการค้าไปสู่การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาว โดยภาพรวม EVFTA จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือในการเปิดตลาดและลดภาษีศุลกากร แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนาม เสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และสนับสนุนการเคลื่อนย้ายเวียดนามเข้าสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลก

พัฒนาการดังกล่าวยังมีนัยต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหภาพยุโรปกับอาเซียนในอนาคต โดย EVFTA อาจเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการใช้ความตกลงการค้ามาตรฐานสูง (High-standard Free Trade Agreement) เป็นเครื่องมือสนับสนุนการบูรณาการทางเศรษฐกิจ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

สคต. โฮจิมินห์ ให้ข้อคิดเห็นว่า การเข้าสู่ปีที่ 7 ของ EVFTA ซึ่งสหภาพยุโรปเปิดตลาดแก่สินค้าจากเวียดนามเกือบ 99 % ของรายการพิกัดอัตราศุลกากร จะเพิ่มความได้เปรียบด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนามในตลาดยุโรป และอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร สิ่งทอ รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การที่เวียดนามได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของยุโรป อาจเร่งการเคลื่อนย้ายการลงทุนและคำสั่งซื้อไปยังเวียดนาม ขณะเดียวกัน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบย้อนกลับ และการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน ภายใต้ CBAM, EUDR และ European Green Deal จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันในตลาดยุโรป ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านต้นทุนและมาตรฐานการค้า

ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ มาตรฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน โดยเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ การจัดทำข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การประเมินและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อรองรับข้อกำหนดของตลาดสหภาพยุโรป ควบคู่กับการศึกษากฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และเงื่อนไขการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

 สำหรับผู้ประกอบการที่มีฐานธุรกิจในเวียดนาม ควรพิจารณาใช้ประโยชน์จากเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและจุดเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบในประเทศ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม และการพัฒนาความร่วมมือกับคู่ค้าในเวียดนามและยุโรป ทั้งนี้ ควรประเมินโครงสร้างต้นทุน ภาษีศุลกากร กฎถิ่นกำเนิด และข้อกำหนดด้านมาตรฐานเป็นรายสินค้า เพื่อให้การใช้ฐานการผลิตในเวียดนามเกิดประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางการค้า