วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ยอดลงทุนจริง Q2/69 พุ่ง 2.55 แสนล้าน อานิสงส์ 'เอกนิติ' ดัน 'เอไอ-กรีน'

​บีโอไอ เผยยอด “ลงทุนจริง” Q2/69 พุ่ง 2.55 แสนล้าน ครึ่งปีทะลุ 5.3 แสนล้าน อานิสงส์นโยบาย ‘เอกนิติ’ ดัน AI-พลังงานสะอาด

KEY POINTS

  • บีโอไอเผยยอดเงินลงทุนจริงในไตรมาส 2 ปี 2569 มีมูลค่ากว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากนโยบายของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ให้ยกระดับการติดตามเงินลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงสุดในไตรมาส 2 ที่กว่า 127,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนทั้งหมด และเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน
  • กลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (พลังงานสีเขียว) มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%
  • บีโอไอจะเดินหน้าเร่งรัดการลงทุนจริงตามนโยบายของรองนายกฯ เอกนิติ โดยให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถลงทุนได้จริง และเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหา และอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม และโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการ และกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยโครงการเหล่านี้จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสองคือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ

รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตร และแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะ และวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตาม และเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริง และเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

เอกชนนำรัฐครั้งแรกในรอบ 44 ไตรมาส สะท้อนเชื่อมั่นฟื้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความสำเร็จในการผลักดันยอดลงทุนครั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเร่งปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนผ่านโครงการ “Thailand Fast Plus” ซึ่งขับเคลื่อนให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาเป็นหัวหอกสำคัญของเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

โดยนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนเติบโตสูงถึงร้อยละ 9 ซึ่งถือเป็นสถิติการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 44 ไตรมาส ขณะที่ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่องกว่าร้อยละ 10

“ถ้าเราไปดูไตรมาส 4 ปีที่แล้ว การลงทุนภาคเอกชนโต 9% ซึ่งสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส คิดเป็นในรอบเกือบ 10 ปีแล้ว โดยไตรมาส 1 ปีนี้โต 10% สิ่งเหล่านี้ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับของเราจากมุมมองเป็นลบเป็น stable โดยหนึ่งในเหตุผลหลักก็คือ การลงทุนมันเริ่มกลับมา”

มองไปข้างหน้า หากไทยเร่งผลักดันนโยบายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภาพรวมการลงทุนภาคเอกชนทั้งปีจะสามารถเติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double-digit) ได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นมานานหลายปี

ทั้งนี้ นโยบายลงทุนนำเศรษฐกิจนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้นจากการใช้จ่ายในการลงทุน (Spending) เท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือ การยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) กลับมาเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3 ขึ้นไปอย่างยั่งยืน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์