วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ รับ AI คือการปฏิวัติยุคใหม่ ชี้บริบทโลกเปลี่ยน ‘ศาล’ ต้องเท่าทัน

"เอกนิติ" มองการมาถึงของ AI เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทโลก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ-ความรวดเร็วการพิจารณาคดีซับซ้อนของ "ศาล" อีกด้านกระบวนการยุติธรรมต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทัน Deepfake และอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ย้ำบทบาทเป็นเครื่องชี้ความมั่นคง-เชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

วันที่ 13 ส.ค.2569 ในงานสัมมนาวิชาการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าด้วย “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนัญพิเศษ” ในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยยุคเปลี่ยนผ่านกับความท้าทายใหม่ของกระบวนการยุติธรรม”  ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปรียบได้กับ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ของโลก” ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะศาลยุติธรรมไทย ต้องเร่งเรียนรู้ และปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้

ย้อนกลับไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงปี ค.ศ.1800 – 1900 มีการนำเครื่องจักร และเรือกลไฟมาใช้ ควบคู่ไปกับการล่าอาณานิคม ซึ่งนำไปสู่การเกิดข้อตกลง และสนธิสัญญาทางเศรษฐกิจสำคัญ ต่อมาในยุคอินเทอร์เน็ต การใช้อีเมลช่วยเปลี่ยนผ่านการติดต่อสื่อสาร ทำให้การค้า และการทำงานทั่วโลกเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการปฏิวัติทั้งสองยุคต่างสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจ และสังคมอย่างมหาศาล

ขณะที่การเข้ามาของ AI ถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญอีกครั้ง ซึ่งมาพร้อมกับโอกาส และความท้าทาย เนื่องจากธุรกิจรายใหญ่อาจปรับตัว และประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย เช่น พ่อค้าแม่ค้าในตลาด ยังเข้าไม่ถึงด้วยอุปสรรคด้านทักษะ และต้นทุนที่สูง

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผ่านการนำเทคโนโลยี AI “นกกระซิบ” ซึ่งเป็นฟีเจอร์ในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เข้ามาช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้า ผ่านการวิเคราะห์ต้นทุน และช่วยทำบัญชี เพื่อให้รายย่อยสามารถปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ทัน

หนุนใช้ AI ยกระดับกระบวนการศาล เพิ่มประสิทธิภาพ-ความรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง กระบวนการยุติธรรมเองก็สามารถนำ AI มาช่วยยกระดับให้การดำเนินงานมีความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โดย AI จะช่วยย่นระยะเวลาการวิเคราะห์ข้อมูลคดีที่ซับซ้อนได้ในเวลาสั้นๆ

โดยยกกรณีศึกษาของกรมสรรพากร ที่แต่เดิมต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจำนวนมากในการตรวจสอบ แต่ปัจจุบันมีการ AI เข้ามาวิเคราะห์ ทำให้การพิจารณาคดีของศาลภาษีอากรรวดเร็วขึ้น และลดภาระการพึ่งพาบุคลากรไปได้มาก

“AI จะช่วยให้การทำคดีต่างๆ เร็วขึ้น ช่วยวิเคราะห์งานในสาขาต่างๆ ที่สมัยก่อนเราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพียงใส่ข้อมูลทุกอย่างเข้าไป ภายในไม่กี่นาทีก็สามารถวิเคราะห์ให้เสร็จสรรพ สามารถโยนเอกสารไปให้วิเคราะห์ได้เช่น ความขัดแย้งในเนื้อหาคำพิพากษาแต่ละคดีมีอะไรบ้าง”

‘Deepfake’ ภัยคุกคามใหม่จาก AI

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี AI ยังมีข้อจำกัดหรือข้อเสียที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้เกิดคดีความรูปแบบใหม่ๆ เช่น  มิจฉาชีพนำ AI มาปลอมแปลงทั้งภาพใบหน้า และเสียงที่มีความสมจริงอย่างมาก หรือที่เรียกว่า "ดีพเฟค" (Deepfake) เพื่อนำไปแอบอ้างในการก่ออาชญากรรม

“เดี๋ยวนี้ผมยังถูก AI ทำตัวเองมาหลอกลงทุน ก็เพิ่งไปแจ้งความเมื่อเร็วๆ นี้ หน้า และเสียงใกล้เคียงมาก แต่ถ้าคนรู้จักจริงก็จะบอกว่าไม่เหมือน แต่ก็ถือว่าแต่ก็ใกล้เคียงความจริง แล้วนับวันจะเหมือนมากยิ่งขึ้นเพราะความฉลาดของ AI”

ดังนั้น ศาลในฐานะสถาบันยุติธรรมที่เป็นหน่วยงาน “ปลายน้ำ” เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องเผชิญหน้ากับรูปแบบคดีที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ด้วยจำนวนที่มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรจึงจะทำให้เราเข้าใจปัญหา แล้วจะปรับกระบวนการให้ดีขึ้นได้อย่างไร

“ศาลคือ ความเชื่อมั่นของประเทศ หากศาลพัฒนาได้เร็ว ตัดสินอย่างเป็นธรรม และเข้าใจที่บริบทที่เปลี่ยนไป จะช่วยเสริมฐานความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย และทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่มีความมั่นคงมากขึ้น”

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์