กระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทางการเกษตร เดินหน้าถกทูตนิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ และอินเดีย มุ่งนำเทคโนโลยีนวัตกรรมช่วยเกษตรกร พร้อมดันเปิดตลาดส่งออกสินค้าเกษตรไทยขยายสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของ นางเรย์ลีน ซีอาลี ทากาลอ ลูฟาลานี (Ms. Raylene Siale Tagaloa Liufalani) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ว่า ได้หารือถึงการยกระดับความร่วมมือ ด้านการเกษตรระหว่างกัน ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย - นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026 - 2030 ซึ่งถือเป็นการฉลองการครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ครอบคลุมความปลอดภัยอาหาร เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความยืดหยุ่นของอุปทานอาหาร การจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมนมของไทย
นอกจากนี้ ไทยได้นำเสนอความสำคัญของภาคการเกษตรไทย มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ยกระดับภาคการเกษตรให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนนิวซีแลนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย
“ปัจจุบันไทยผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้มีการประสานหารือถึงการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตลาดส้มโอสดทั้งผลและผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกจากไทย โดยไทยขอให้นิวซีแลนด์สนับสนุนการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยต่อไป”
นายสุริยะ ยังกล่าวภายหลังการเข้าพบของนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกา (H.E. Mr. Darkey Ephraim Africa) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ว่า ได้หารือถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือด้านการเกษตร รวมถึงแนวทางการขยายโอกาสทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและแอฟริกาใต้
ซึ่ง ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน ผ่านกลไกความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเห็นว่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองฝ่ายยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายทางการค้าระหว่างไทย - แอฟริกาใต้ ที่ได้ตั้งไว้ หรือ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 ปัจจุบันไทยมุ่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ได้แก่ ลำไย มังคุด และเนื้อโคแปรรูป ไปแอฟริกาใต้ พร้อมขอรับการสนับสนุนจากแอฟริกาใต้ในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อม เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยให้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ไทยได้ตอบรับการประชุมหารือกับคณะผู้แทนจากแอฟริกาใต้ที่มีกำหนดการเดินทางมายังไทยในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน เพื่อหารือประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพิจารณาแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในระยะต่อไป ทั้งนี้ สำหรับการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย - แอฟริกาใต้ (JAWG) ครั้งที่ 3 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปี 2570 โดยมีแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน
นายสุริยะ ยังกล่าวภายหลังการหารือกับนายปุนีต อัครวาล (H.E. Mr. Puneet Agrawal) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย ว่าได้หารือถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยในปี 2570 จะครบรอบ 80 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน นับเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งนี้ประเทศไทยมีความร่วมมือกับอินเดียในหลากหลายมิติ และได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) โดยปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน–อินเดีย (ASEAN-India Trade in Goods Agreement: ATIGA) ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้รับข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากฝ่ายอินเดียแล้ว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและจัดส่งความเห็นทางวิชาการและข้อเสนอแนะกลับไปยังฝ่ายอินเดีย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย และเกิดประโยชน์ร่วมกันสูงสุด
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน รวมถึงการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการประสานงานเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะการเร่งรัดกระบวนการเปิดตลาดและการพิจารณามาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) สำหรับสินค้าเกษตรของไทย เพื่อส่งเสริมการค้าและเพิ่มโอกาสในการขยายมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศ
“ปัจจุบันรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคการเกษตรให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยมุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และการผลิตที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย”



