อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกคน ดังนั้น หากราคาอาหารแพงขึ้น ก็เท่ากับว่าประชากรกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงด้านอาหาร เพราะไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยยังชีพดังกล่าวได้ แม้จะมีอาหารวางขายอยู่เต็มชั้นในร้านจำหน่ายก็ตาม
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (เงินเฟ้อ) เดือน ก.ค. 2569 เท่ากับ 102.10 เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 1.95% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. 2568 (YoY) มีปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเครื่องประกอบอาหารบางชนิดทยอยปรับราคาสูงขึ้น ประกอบกับราคาผักสดปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งมีฐานราคาอยู่ในระดับต่ำ และได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (Weak El Niño)
FAO ชี้คนไทย 17–18% ซื้ออาหารที่ดีไม่ได้
นายมักซีโม โตเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เปิดเผยถึงรายงานสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการโลกล่าสุด ซึ่งระบุว่าสำหรับประเทศไทยมีสัดส่วน 17–18% ของประชากรที่ไม่สามารถซื้ออาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้ ขณะที่ในเวียดนามและมาเลเซีย ประเด็นการเข้าถึงอาหารที่มีคุณประโยชน์ไม่ใช่ความท้าทายอีกต่อไป เพราะสัดส่วนการเข้าไม่ถึงอาหารที่ดีมีเพียง 7% สำหรับเวียดนาม และ 1.4% สำหรับมาเลเซียเท่านั้น
รายงานชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เกือบจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จจากการต่อสู้กับความหิวโหย หากวัดจากปริมาณแคลอรีที่ประชากรได้รับเท่านั้น แต่การได้รับแคลอรีที่เพียงพอไม่ใช่ความท้าทายด้านอาหารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะอาหารที่ป้องกันความหิวโหยไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันภาวะโลหิตจาง ภาวะแคระแกร็นในเด็ก โรคอ้วน โรคเบาหวาน และภาวะทุพโภชนาการรูปแบบอื่น ๆ ได้
“อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริงต้องมีผลไม้ ผัก และอาหารจากสัตว์ในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงและมีสุขภาพดี”
อาหารที่ดีราคา 5.19 ดอลลาร์ต่อคนต่อวัน
อย่างไรก็ตาม พบว่าอาหารกลุ่มที่มีโภชนาการที่ดีนี้มีราคาเฉลี่ย 5.19 ดอลลาร์ต่อคนต่อวัน ซึ่งราคาในภูมิภาคอาเซียนนี้สูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน และสูงกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก
ดังนั้นจึงพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรในภูมิภาคอาเซียน หรือประมาณ 325 ล้านคน ยังคงไม่สามารถซื้ออาหารที่มีคุณประโยชน์ได้ โดยผลไม้เป็นกลุ่มอาหารที่ทำให้ต้นทุนของอาหารเพื่อสุขภาพในภูมิภาคนี้สูงขึ้นมากที่สุด เนื่องจากผลไม้เน่าเสียได้ง่าย ราคาขั้นสุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา การแช่เย็น การขนส่ง พลังงาน ตลาดค้าส่ง และการจัดจำหน่าย ไม่ใช่แค่ต้นทุนการผลิตในฟาร์มหรือสวน ซึ่งจุดอ่อนในห่วงโซ่อุปทานที่ก่อให้เกิดการสูญเสียนำมาซึ่งการบวกราคาเพิ่มเมื่อสินค้าไปถึงผู้บริโภค ซึ่งเท่ากับว่าทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นนั่นเอง
รายงานชี้ว่า การกำหนดนโยบายเพื่อการผลิตอาหารที่แม่นยำ หรือการให้เงินอุดหนุนภาคเกษตรกรรมในวงกว้างนั้น อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของรัฐบาลอีกต่อไป แต่แนะนำว่ารัฐบาลควรลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการจากฟาร์มไปยังเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งห้องเย็น โรงบรรจุภัณฑ์ ถนนในชนบท พลังงานที่เชื่อถือได้ ตลาดค้าส่งที่ทันสมัย กำลังการผลิต และระบบขนส่งที่แข่งขันได้
อินโดฯ–เวียดนามสำเร็จสู้ความหิวโหย
นายโตเรโรระบุว่า อินโดนีเซียและเวียดนามมีโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานและโลจิสติกส์อยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความก้าวหน้าในการต่อสู้กับความหิวโหย สามารถขยายความสำเร็จไปยังกลุ่มสินค้าหมวดผลไม้ ผัก และอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอื่น ๆ ได้ด้วย
นอกจากการลงทุนจากฝั่งการผลิตแล้ว การลงทุนในฝั่งผู้บริโภคก็ควรคำนึงถึงความสามารถของผู้มีรายได้น้อยและผู้ผลิตรายย่อย ให้สามารถเข้าถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงอาหารเพื่อกินอิ่มเท่านั้น โดยโครงการที่น่าสนใจ เช่น การขยายโครงการอาหารในโรงเรียน บัตรอุดหนุนอาหาร หรือมาตรการอื่น ๆ
“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีพื้นฐานร่วมกัน นั่นคือการลงทุนอย่างรอบคอบในระบบชลประทาน โลจิสติกส์ และระบบอาหารที่สามารถเข้าถึงประชากรจำนวนมากได้ แต่ความท้าทายจากนี้จะเปลี่ยนไปสู่การเข้าถึงอาหารที่มีคุณประโยชน์”
อาหารที่ดีต้องไม่ใช่สิทธิพิเศษอีกต่อไป
รายงานระบุว่า ในปี 2568 อัตราความหิวโหยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงเหลือ 5.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่ 5.9% ในปี 2563
“ทั่วโลกมีประชากรประมาณ 35 ล้านคนที่กำลังเผชิญกับความหิวโหย ซึ่งลดลงครึ่งหนึ่งจาก 70 ล้านคนในปี 2553 และสัดส่วนของผู้หิวโหยจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอยู่ที่ 5% จาก 11% ในช่วงเวลาเดียวกัน”
ในปี 2568 อินโดนีเซียจัดสรรงบประมาณประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สำหรับความมั่นคงทางอาหาร และในปี 2569 เพิ่มการจัดสรรเป็นเกือบ 12 พันล้านดอลลาร์ ส่วนเวียดนามบรรลุเป้าหมายความมั่นคงทางอาหารระดับชาติควบคู่กับการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในตลาดระหว่างประเทศสามารถไปด้วยกันกับการเข้าถึงอาหารภายในประเทศ
ทั้งนี้ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่มีราคาที่เหมาะสมจะต้องใช้วิธีการเดียวกันนี้ โดยมุ่งเป้าไปที่ห่วงโซ่อุปทานของผลไม้และผักที่ทำให้ราคาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการยังคงสูงอยู่ ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความหิวโหยได้ แต่จากนี้ไปต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพไม่จำเป็นต้องเป็นสิทธิพิเศษอีกต่อไป



