ก๊าซธรรมชาติเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานหลักระดับโลก และเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตไฟฟ้า การทำความร้อน และกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรม ราคาก๊าซธรรมชาติจึงได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเนื่องจากส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความต้องการตามฤดูกาล
สำหรับประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 45% - 46% ของปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในประเทศ ส่วนที่เหลืออีกราว 54% - 55% เป็นการจัดหาจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ได้แก่ อ่าวไทย และแหล่งบนบก
เมื่อเร็วๆนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หารือทวิภาคีร่วมกับนายอู โก โก ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย
ทั้งสองฝ่ายหารือประเด็นด้านการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ การซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งไทยได้มีการร่วมลงทุนและรับซื้อก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะจากแหล่งยาดานา และ ซอติก้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 15 -20 %ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในตลอดช่วงเวลาเกือบ 40 ปี ที่ผ่านมา รวมถึงความเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าระหว่างสองประเทศ
เล็งแหล่ง A6 ร่วมสำรวจ-ผลิตปิโตเลียม
นอกจากนี้ ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และหารือแนวทางในการขยายความร่วมมือด้านการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมาให้มีความต่อเนื่อง โดยขอให้ฝ่ายเมียนมาพิจารณาต่ออายุสัญญาแหล่งที่ใกล้จะหมดอายุ อีกทั้งยังได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาโอกาสการลงทุนในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ ๆ เช่น แหล่ง A6 ที่มีศักยภาพในการผลิตก๊าซธรรมชาติและส่งผ่านท่อให้กับประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยในอนาคต ตลอดจนมีการหารือแนวทางที่เป็นไปได้สำหรับการพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ
“สองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันให้เกิดการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านพลังงานฉบับใหม่ เพื่อใช้เป็นกรอบในการเจรจาและดำเนินความร่วมมือด้านพลังงานที่มีศักยภาพร่วมกัน”
ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายหารือในรายละเอียดและสนับสนุนให้เกิดความตกลง และความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศในทุกมิติให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงานร่วมกันของทั้งสองประเทศและในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
A6แอ่งยะไข่บ่อน้ำมัน-ก๊าซน้ำตื้น
ข้อมูลจากเว็บไซด์ offshore-technology.com ระบุว่า สำหรับแปลง A6 ตั้งอยู่ในแอ่งยะไข่ บริเวณอ่าวเบงกอล โดยอยู่นอกชายฝั่งภูมิภาคอิระวดี ห่างจากเมืองปะเธนไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทาง 80 กิโลเมตร ตัวแปลงตั้งอยู่ในระดับความลึกของน้ำตั้งแต่ 50 เมตร ถึง 2,500 เมตร และครอบคลุมพื้นที่ 9,830 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของแปลงอยู่ในเขตน้ำตื้นที่มีความลึกสูงสุด 300 เมตร ส่วนพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกอยู่ในสภาพแวดล้อมน้ำลึกมาก (Ultra-deep water) ซึ่งมีความลึกของน้ำตั้งแต่ 2,000 เมตร ถึง 2,500 เมตร
แนวคิดการพัฒนาโครงการสำหรับแปลงนี้ประกอบด้วยการเจาะบ่อน้ำมันและก๊าซในเขตน้ำตื้นมาก (Ultra-deep-water) จำนวน 10 บ่อ โดยระยะที่หนึ่งจะครอบคลุมการเจาะจำนวน 6 บ่อ ในขณะที่ระยะที่สองจะเจาะเพิ่มอีกสูงสุด 4 บ่อ
บ่อเหล่านี้จะมีความลึกของน้ำตั้งแต่ 2,000 เมตร ถึง 2,300 เมตร และจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบรวบรวมก๊าซใต้ทะเลที่ส่งต่อไปยังแท่นประมวลผลก๊าซในเขตน้ำตื้น
ศักยภาพA6พร้อมต่อท่อส่งพลังงานถึงไทย
ท่อส่งออกก๊าซความยาว 240 กิโลเมตรจะถูกใช้เพื่อขนส่งก๊าซไปยังแท่น Riser ที่ตั้งอยู่ติดกับกลุ่มแท่นยาดานา (Yadana platform complex) ที่มีอยู่เดิม จากนั้นก๊าซจะถูกขนส่งต่อไปยังประเทศ
เมียนมาและประเทศไทยผ่านโครงสร้างพื้นฐานระบบท่อส่งก๊าซที่มีอยู่เดิม
ข้อมูลจาก Gas Market Report, Q3-2026 จัดทำและเผยแพร่โดย สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ปริมาณการบริโภคในตลาดนำเข้า LNG หลักๆ ปรับตัวลดลง ท่ามกลางราคา
สปอต (Spot Price) ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปสงค์ก๊าซทั่วโลกปรับตัวลดลงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ขณะที่อุตสาหกรรมในตะวันออกกลางหยุดชะงักจากผลของสงคราม
สาเหตุส่วนหนึ่งของความต้องการที่ลดลงมาจากอุปสงค์ก๊าซธรรมชาติในเอเชีย ซึ่งคาดว่าลดลง 0.5% (หรือเกือบ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร : bcm) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 โดย นับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงต้นของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เอเชีย-จีนลดอุปสงค์ก๊าซธรรมชาติ
นำไปสู่การใช้นโยบายการบริหารจัดการฝั่งอุปสงค์และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนชนิดอื่นในตลาดเอเชีย ซึ่งเมื่อรวมกับราคาที่สูงขึ้น จึงส่งผลกดดันการบริโภคก๊าซในภูมิภาคดังกล่าวลดลง
รายงานยังระบุอีกว่า อุปสงค์ก๊าซธรรมชาติของจีน คาดว่าลดลง 4%และเมื่อบวกกับการผลิตก๊าซภายในประเทศของจีนที่แข็งแกร่งขึ้น จึงส่งผลให้การนำเข้า LNG ของจีนลดลง 12% หรือ 3 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างสมดุลให้กับตลาดก๊าซทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม พบว่า ราคาสปอตในเอเชียและยุโรปตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักของอุปทานอันเกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาตลาดโลกทรงตัวสูง-ผันผวน
โดยในเดือนมี.ค. ราคาได้พุ่งขึ้นแตะระดับเฉลี่ยรายเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2023 (ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตการขาดแคลนอุปทานก๊าซปี 2022-2023) และแม้ว่าราคาจะปรับตัวลดลงในไตรมาสที่สองของปี 2026 แต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าระดับของปี 2025 อย่างมาก
ทั้งดัชนีราคาอ้างอิงของยุโรปอย่าง TTF(Title Transfer Facility) และ Platts JKM (Japan Korea Marker) ของเอเชีย ต่างทำสถิติราคาเฉลี่ยไตรมาสสองที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 โดย TTF ปรับตัวเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มาอยู่ที่เฉลี่ยเกือบ 16 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (MBtu :Million British Thermal Units) ขณะที่ราคาสปอต LNG ในเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่เฉลี่ย 17.5 ดอลลาร์ต่อ MBtu



