ภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยช่วง 10 เดือน รอยต่อปี 2568 ถึงต้นปี 2569 (เดือนมิ.ย.2568 - มี.ค.2569) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตเมื่อกลุ่มการผลิตดั้งเดิมกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ทำให้ต้องปิดโรงงานมากขึ้น
แหล่งข่าวจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ช่วงดังกล่าวมีโรงงานได้รับอนุญาตประกอบกิจการใหม่และขยายกิจการ 1,065 แห่ง รวมมูลค่าเงินลงทุน 317,703 ล้านบาท ขณะที่โรงงานแจ้งเลิกกิจการ 664 แห่ง รวมมูลค่าเงินลงทุน 36,799 ล้านบาท
ทั้งนี้ เฉพาะการเปิดโรงงานใหม่ช่วง 10 เดือน ดังกล่าว มีการอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานใหม่ 767 แห่ง เป็นเงินลงทุน 112,351 ล้านบาท และจ้างงานใหม่ 23,732 คน หากพิจารณาตามประเภทอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่ลงทุนสูงสุด ได้แก่
1.อุตสาหกรรมอาหาร ครองแชมป์ด้วยเงินลงทุน 8,540 ล้านบาท
2.ผลิตภัณฑ์โลหะ เงินลงทุน 7,328 ล้านบาท
3.ผลิตภัณฑ์พลาสติก เงินลงทุน 6,448 ล้านบาท
4.ผลิตยานพาหนะ และอุปกรณ์ เงินลงทุน 5,458 ล้านบาท
5.ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ เงินลงทุน 4,992 ล้านบาท
ทั้งนี้ เดือนต.ค.2568 เป็นช่วงพีกของการเปิดโรงงานใหม่ โดยมีเงินลงทุนเข้าระบบสูงถึง 31,267 ล้านบาท จากโรงงาน 111 แห่ง
“ขยายกิจการ” แรงขับเคลื่อนหลัก 2 แสนล้าน
สำหรับจุดที่น่าสนใจที่สุดคือ สถิติการขยายกิจการโรงงาน ซึ่งแม้จะมีเพียง 298 แห่ง แต่มีเงินลงทุนสูงถึง 205,352 ล้านบาท และจ้างงานเพิ่มถึง 38,300 คน สะท้อนความเชื่อมั่นผู้ประกอบการรายใหญ่ และกลุ่มขยายตัวสูงสุด คือ
1.ผลิตเครื่องจักร และเครื่องกล ด้วยเงินลงทุน 56,400 ล้านบาท
2.ผลิตยานพาหนะ และอุปกรณ์ เงินลงทุน 38,350 ล้านบาท
3.ผลิตภัณฑ์อโลหะ เงินลงทุน 15,984 ล้านบาท
“เฉพาะเดือนก.พ.2569 มีเงินลงทุนขยายกิจการสูงขึ้นถึง 133,626 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจภาพรวม”
จับตา “เลิกกิจการ” สะสม 664 แห่ง
ทั้งนี้ หากพิจารณาการแจ้งเลิกกิจการอยู่ที่ 664 แห่ง คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนที่หายไป 36,799 ล้านบาท ส่งผลให้มีผู้ตกงานรวม 20,438 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่ากังวล และมีการเลิกกิจการด้วยมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1.ผลิตภัณฑ์อโลหะ เสียหายหนักสุดที่ 10,217 ล้านบาท
2.ผลิตภัณฑ์พลาสติก เลิกกิจการมูลค่า 5,949 ล้านบาท
3.ผลิตยานพาหนะ และอุปกรณ์ แม้ขยายตัวสูงแต่ส่วนที่ไปต่อไม่ได้มีมูลค่าเลิกกิจการถึง 2,215 ล้านบาท
ทั้งนี้ ช่วงเดือนม.ค.2569 พบจำนวนโรงงานแจ้งเลิกสูงสุดถึง 86 แห่ง ขณะที่เดือนพ.ย.2568 เป็นเดือนที่สูญเสียเม็ดเงินลงทุนจากการเลิกกิจการมากที่สุดถึง 11,213 ล้านบาท
การจ้างงานใหม่ยังมากกว่าการเลิกจ้าง
ในมิติทรัพยากรมนุษย์แม้จะเลิกจ้างงานสะสม 2 หมื่นตำแหน่ง แต่เมื่อเทียบการจ้างงานใหม่จากการเปิดโรงงาน และขยายกิจการรวม 62,032 คน พบภาคอุตสาหกรรมยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 41,594 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่ถูกดึงไปอุตสาหกรรมเครื่องจักร และยานยนต์ที่ทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีระดับสูง
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมไทยอยู่ช่วงผลัดใบ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์พื้นฐานทยอยปิดตัว ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยี เครื่องจักร และยานยนต์สมัยใหม่ เป็นแม่เหล็กสำคัญดึงเงินลงทุนหมื่นล้านมาแทนที่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569
ชูแยกแยะอุตสาหกรรม “K-ขาขึ้น-ขาลง”
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า การปิดโรงงานและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า สะท้อนเศรษฐกิจไทยอยู่ภาวะ K-shaped ที่แตกต่างกันชัดเจนของแต่ละกลุ่ม
ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีแนวทางจัดการแม่นยำขึ้น โดยลงลึกรายอุตสาหกรรมเพื่อแยก 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มที่เกาะกระแสนวัตกรรมและเติบโตได้ (K-ขาขึ้น) และกลุ่มที่ติดหล่มอุตสาหกรรมแบบเดิม (K-ขาลง) ซึ่งกลุ่มขาลงต้องแบ่งย่อยเป็นกลุ่มที่ประคองได้เพื่อหาทางฟื้น และกลุ่มปรับตัวไม่ไหวเพื่อหาทางช่วยให้เจ็บตัวน้อยสุด
รวมทั้ง ส.อ.ท.ขอให้ภาครัฐเร่งบูรณาการข้อมูล (Data Integration) ระหว่างหน่วยงานทั้งข้อมูลการผลิต (รง.8) ของกระทรวงอุตสาหกรรม ข้อมูลการจ้างงานของสำนักงานประกันสังคม ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ทราบข้อมูลเชิงลึกระดับ Real-time ว่าเซกเตอร์ไหนแรงงานทรุดหรือขาดสภาพคล่องหนัก
ทั้งนี้ มีหลายเซกเตอร์เผชิญภาวะวิกฤติจากสินค้าราคาถูกต่างประเทศเข้ามาตีตลาด โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกระทบรุนแรงต่อผู้ผลิตในประเทศ
ยอดปิดบริษัทครึ่งปีพุ่ง 12.49%
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ รายงานภาพรวมธุรกิจช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบการเลิกธุรกิจ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% ขณะที่ทุนจดทะเบียนกิจการที่เลิกสูงถึง 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 223.66% สะท้อนว่าไม่เพียงธุรกิจรายเล็กที่ปิดกิจการ แต่มีนิติบุคคลที่มีเงินลงทุนสูงทยอยถอนตัวจากตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจกระทบผู้ประกอบการวงกว้าง
กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจติดตั้งไฟฟ้า และธุรกิจโฆษณา ซึ่งเลิกกิจการเพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนสูง กำลังซื้อชะลอตัว ภาระหนี้ และการแข่งขันที่รุนแรง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1.กำลังซื้อในประเทศเปราะบาง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่กำลังซื้อประชาชนฟื้นไม่ทั่วถึงทำให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ และ SME ต้องบริหารต้นทุน และสภาพคล่องใกล้ชิด
2.ความไม่แน่นอนของการค้าโลก นโยบายการค้าของสหรัฐ รวมถึงมาตรการภาษีและข้อจำกัดการค้าอาจกระทบภาคส่งออก การผลิต โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป
3.โอกาสจากการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแต่ไทยได้รับแรงหนุนจากการลงทุน Data Center, AI, Cloud Services พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งธุรกิจไทย และ SMEs ไปเป็นผู้รับเหมา ผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทาน หากยกระดับมาตรฐาน และศักยภาพการแข่งขันได้
4.การฟื้นตัวไม่เท่ากัน ธุรกิจขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าธุรกิจรายย่อย ขณะที่ SME เผชิญข้อจำกัดเงินทุน การเข้าถึงตลาด และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัล และผู้ประกอบการต่างชาติ
เศรษฐกิจชะลอ "ลงทุนเปิดบริษัท" น้อยลง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนโครงการใหม่คึกคักลดลงชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ความต้องการซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ แม้ไทยมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่โอกาสผู้ประกอบการก่อสร้างไทยเข้าไปรับงานโครงการใหญ่มีจำกัด เพราะต้องอาศัยบริษัทใหญ่ที่มีศักยภาพ และเงินทุนสูง ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือค่อนข้างเล็ก โดยเฉพาะผู้รับเหมามีแนวโน้มได้รับผลกระทบ และทยอยปิดกิจการ
นอกจากนี้ธุรกิจก่อสร้างเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานกระทบต่อการดำเนินงาน ขณะที่โครงการก่อสร้างภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการใหม่ และโครงการใหญ่ลดลงชัดเจนจากกำลังซื้อ และการลงทุนชะลอ ส่วนโครงการรัฐเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการบางส่วนเข้าถึง
ธุรกิจร้านอาหารปิดตัวมากขึ้น
สำหรับธุรกิจภัตตาคาร และร้านอาหาร พบว่าได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยมีการปิดกิจการเพิ่มขึ้น 4% ช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระวังการใช้จ่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารที่ปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี และเสนออาหารราคาคุ้มค่ายังมีโอกาสประคองธุรกิจ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวก และไม่ต้องออกจากบ้าน ขณะที่ร้านอาหารที่ดำเนินธุรกิจลำพังอาจเผชิญความยากลำบากมากกว่า เว้นแต่เป็นร้านที่มีชื่อเสียง มีลูกค้าต่อคิวมาก หรือมีจุดเด่นเฉพาะ
“แนวโน้มครึ่งปีหลังมีโอกาสจำนวนกิจการปิดตัวสูงขึ้น เพราะปัญหาสภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ แม้ผู้ประกอบการไม่ต้องการปิดกิจการ แต่ทนผลกระทบเศรษฐกิจนานไม่ได้” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาสภาพคล่องเรื้อรังสถานการณ์เศรษฐกิจที่กระทบต่อเนื่องหลายระลอกทำให้ธุรกิจจำนวนมากมี “สายป่านสั้น” และหาทุนใหม่มาเสริมไม่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจไม่ชัด แม้แต่สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยกู้จึงกระทบเป็นลูกโซ่ ซึ่งภาครัฐควรดูรายละเอียดว่ากิจการใดยังสู้ได้ แต่มีหนี้สินเก่าคั่งค้าง แล้วหาวิธี injecting เงินก้อนใหม่เข้าไป เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวไปต่อได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



