วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘พาณิชย์’ จับตาบริษัทใหญ่ปิดกิจการ คาดครึ่งปีหลังยอดเพิ่มขึ้น

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ รายงานภาพรวมธุรกิจเลิกกิจการในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% ขณะที่ทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกสูงถึง 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 223.66% 

สำหรับสถิติดังกล่าวสะท้อนว่า ไม่เพียงแต่ธุรกิจรายเล็กที่ทยอยปิดกิจการ แต่มีนิติบุคคลที่มีเงินลงทุนสูงทยอยถอนตัวจากตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจกระทบผู้ประกอบการวงกว้าง

กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจติดตั้งไฟฟ้า และธุรกิจโฆษณา ซึ่งเลิกกิจการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนที่สูง กำลังซื้อชะลอตัว ภาระหนี้ และการแข่งขันที่รุนแรง

กำลังซื้อในประเทศเปราะบาง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1.กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ และ SME ต้องบริหารต้นทุน และสภาพคล่องอย่างใกล้ชิด

2.ความไม่แน่นอนของการค้าโลก นโยบายการค้าของสหรัฐ รวมถึงมาตรการภาษี และข้อจำกัดทางการค้า อาจกระทบต่อภาคส่งออก การผลิต โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป

3.โอกาสจากการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไทยยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนใน Data Center, AI, Cloud Services พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย และ SMEs เข้าไปเป็นผู้รับเหมา ผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทาน หากสามารถยกระดับมาตรฐาน และศักยภาพการแข่งขันได้

4.การฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน ธุรกิจขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าธุรกิจรายย่อย ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน การเข้าถึงตลาด และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัล และผู้ประกอบการต่างชาติ

‘พาณิชย์’ จับตาบริษัทใหญ่ปิดกิจการ คาดครึ่งปีหลังยอดเพิ่มขึ้น

จับตาลงทุน “เปิดบริษัทใหม่” น้อยลง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การลงทุนโครงการใหม่ลดความคึกคักลงเห็นได้ชัด โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ความต้องการซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

แม้ไทยยังมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI แต่โอกาสของผู้ประกอบการก่อสร้างไทยในการเข้าไปรับงานโครงการขนาดใหญ่ยังมีจำกัด เนื่องจากโครงการประเภทนี้มักต้องอาศัยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และเงินทุนสูง ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือค่อนข้างเล็ก โดยเฉพาะผู้รับเหมา มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ และทยอยปิดกิจการ

นอกจากภาวะเศรษฐกิจแล้ว ธุรกิจก่อสร้างยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวม ขณะที่โครงการก่อสร้างภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการใหม่ และโครงการขนาดใหญ่ มีจำนวนลดลงชัดเจนจากกำลังซื้อ และการลงทุนชะลอตัว ส่วนโครงการภาครัฐยังเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการบางส่วนเข้าถึงได้

สำหรับธุรกิจภัตตาคาร และร้านอาหาร พบว่าได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยมีสัดส่วนการปิดกิจการประมาณ 4% ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารที่ปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี และนำเสนออาหารในระดับราคาที่คุ้มค่า ยังมีโอกาสประคองธุรกิจได้ เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวก และไม่จำเป็นต้องเดินทางออกจากบ้าน ขณะที่ร้านอาหารที่ดำเนินธุรกิจเพียงลำพังอาจเผชิญความยากลำบากมากกว่า เว้นแต่จะเป็นร้านที่มีชื่อเสียง มีลูกค้าต่อคิวจำนวนมาก หรือมีจุดเด่นเฉพาะตัว

คาดครึ่งปีหลังปิดบริษัทเพิ่ม

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โควิด-19 สงครามรัสเซีย–ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น ส่งผลต่อผู้นำเข้าปลายทาง ซึ่งต้องควบคุมปริมาณการสั่งซื้อ และพยายามตรึงราคา เนื่องจากมีต้นทุนภายในประเทศ และค่าระวางขนส่งที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น

“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง มีโอกาสที่จำนวนกิจการปิดตัวจะสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาสภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ แม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ต้องการปิดกิจการ แต่ไม่สามารถทนผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมานานได้ มีแต่เงินไหลออก เลือดไหลตลอดเวลา แต่เงินที่รับเข้ามาน้อยกว่า เพราะตลาดไม่รองรับ” นายวิศิษฐ์ กล่าว

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาสภาพคล่องเรื้อรังสถานการณ์เศรษฐกิจที่กระทบต่อเนื่องหลายระลอกทำให้ธุรกิจจำนวนมากมี “สายป่านสั้น” และหาทุนใหม่มาเสริมไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจไม่ชัดเจน แม้แต่สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยกู้จึงกระทบเป็นลูกโซ่ ซึ่งภาครัฐควรมาช่วยดูรายละเอียดว่ากิจการใดที่ยังสู้ได้ แต่มีหนี้สินเก่าคั่งค้าง แล้วหาวิธี injecting เงินก้อนใหม่เข้าไป เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวไปต่อได้

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์