“สศค.” เผยไทยเผชิญ "วิกฤตกลับข้างปี 2540" จากข้อจำกัดด้านการคลังและการขาดดุลแฝด นำมาสู่การปฏิรูปยุทธศาสตร์ข้อมูลเพื่อการทำสวัสดิการเต็มรูปแบบ จากก่อนนี้เน้นช่วยเหลือทุกคนต้องเปลี่ยนเป็นมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม ใช้ฐานข้อมูล Data Lake เชื่อมโยงข้อมูล 20 หน่วยงานรัฐ เดินหน้าเชิงรุกเข้าถึงผู้เดือดร้อน หวังดึงประชาชนกลับเข้าระบบภาษีสร้างการคลังยั่งยืน
ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปสร้างความท้าทายแก่ “ภาคการคลัง” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ตัวเลขเศรษฐกิจระดับมหภาคจะยังคงเติบโต แต่กลับสวนทางกับ “ชีวิตจริง” ของประชาชนฐานรากที่ยังต้องแบกรับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลภายใต้พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด จึงไม่ใช่การแจกจ่ายงบประมาณมากขึ้น แต่คือจะรังสรรค์ยุทธศาสตร์ใหม่อย่างไร เพื่ออุดรอยรั่วและส่งความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้เดือดร้อนจริง
ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการประจำปี FPO Symposium ภายใต้แนวคิด “New Horizon: Empowering People, Building Resilience” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “วิกฤตกลับข้างกับปี 2540” เพราะขณะที่ภาคการเงินมีความเข้มแข็ง ภาคการคลังต้องเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งต่างจากครั้ง “ต้มยำกุ้ง” ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินเป็นหลัก
โดยเศรษฐกิจไทยกำลังสะท้อนภาวะลักลั่น ที่ถึงแม้ตัวเลขทางมหภาคจะแสดงการเติบโตและเงินเฟ้อต่ำ แต่ประชาชนระดับฐานรากยังคงประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ รู้สึกว่าราคาสินค้าในชีวิตจริงยังแพงอยู่ อีกทั้งผู้ประกอบการร้านค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทุกวันนี้ขายของยากขึ้นกว่าเดิม”
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะปัจจุบันไทยมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัด ทำให้การขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะเดียวกัน การขาดดุลทั้งในส่วนของงบประมาณและดุลบัญชีเดินสะพัด (Dual Deficit) ได้สร้างแรงกดดันให้ภาครัฐต้องออกแบบนโยบายการคลังอย่างรอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น
จากนโยบาย ‘เหมาเข่ง’ สู่สวัสดิการแบบมุ่งเป้า
ในการนี้ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว นโยบายการคลังจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบนโยบายแบบ “เหมาเข่ง” (One-Size-Fits-All) ไปสู่การออกแบบมาตรการที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน (Tailor-made) โดยนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์ จัดสรร และจำแนกตามรายพื้นที่ จังหวัด อำเภอ ตลอดจนกลุ่มช่วงอายุ เพื่อให้ตอบสนองความเดือดร้อนได้อย่างแม่นยำ
“ในวันที่เรามีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ทำยังไงให้ตรงจุดที่สุด ทำไงให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด นี่คือความพยายามที่เราทำอยู่ เพราะฉะนั้นเครื่องมือมันไม่ใช่เรื่องของ One-Size-Fits-All อีกแล้ว มันต้อง Tailor-made ให้ได้ เหมือนหมอที่ไม่ได้ฟังแค่อาการ แต่เรามีเครื่องมือที่จะเจาะเข้าไปว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แล้วก็ใส่วิธีการรักษาหรือแก้ไขให้ถูกจุดให้มากที่สุด” ดร.วินิจ กล่าว
โดยเน้นว่าการยกระดับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ต้องอาศัยฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อเพื่ออุดรอยรั่ว ของงบประมาณรัฐ เนื่องจากจะช่วยให้การจัดสรรเงินแผ่นดินที่มีอยู่จำกัดมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุดในทุกมิติ
‘Data Lake’ อุดรอยรั่ว ยื่นมือช่วยเหลือ
ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ยกระดับการพัฒนาฐานข้อมูลเชิงลึกในระดับจุดข้อมูล (Data Point) ที่มีชื่อเรียกในทางเทคนิคว่า “Data Lake” เพื่อยกระดับและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณนโยบายการคลังเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
โดยระบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐกว่า 20 หน่วยงานครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันในทุกมิติ หรือ "Connect the dots" เพื่อความแม่นยำในการระบุตัวตนและปัญหาเชิงพื้นที่ของประชาชนจำแนกตามรายพื้นที่ อำเภอ จังหวัด หรือกลุ่มอายุ
นอกจากนี้ Data Lake ยังเป็นหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานของรัฐ จากเมื่อก่อนที่รัฐเป็นฝ่ายรอให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับสิทธิ์เอง สู่การใช้ข้อมูลนำร่องเพื่อลงพื้นที่ค้นหาผู้เดือดร้อนโดยตรง โดยหากเราเชื่อว่า ประชาชนกลุ่มที่ยากลำบากที่สุดอาจไม่สามารถเข้าขอรับสิทธิ์ได้ด้วยตนเอง ฐานข้อมูลที่แม่นยำก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าถึงประชาชนกลุ่มนี้ได้จำนวนมากขึ้นและเร็วขึ้น
ทั้งนี้ สศค. ได้มีการนำ Data Lake ไปใช้งานจริงเพื่อช่วยเหลือในการกำหนดนโยบาย เช่น ในการกำหนดกฎเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับกลุ่มวัยแรงงาน อายุ 25-30 ปี มีข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า คนกลุ่มนี้จำนวนมากยังคงใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการของรัฐต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี ทั้ง ๆ ที่มีรายได้แฝงที่ระบบทั่วไปมองไม่เห็น
ในทางกลับกัน ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบ จนระบบสามารถค้นพบกลุ่มวัยแรงงานที่มีความจำเป็นเดือดร้อนจริง หรือประสบภาวะเจ็บป่วยทางร่างกายเรื้อรัง เพื่อนำไปทบทวนและจัดสวัสดิการรัฐด้านอื่น ๆ เช่น การส่งเสริมอาชีพเพื่อช่วยให้คนกลุ่มนี้พึ่งพาตนเองและก้าวพ้นเส้นความยากจนได้อย่างยั่งยืน
จัดสรรตามความเดือดร้อนจริง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
อย่างไรก็ดี เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ว่าภาครัฐจะจัดสรรงบประมาณให้ประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ในอนาคต หากประเทศมีขีดความสามารถและรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ดร.วินิจ ยืนยันว่า
“แนวทางการจัดสรรงบประมาณตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และที่จะต่อเนื่องไปจากนี้ จะยังคงยึดหลักเกณฑ์ ‘ความเดือดร้อนจริง’ ของประชาชนเป็นสำคัญ นั่นคือเราจะช่วยเหลือตามกำลังที่เรามี แล้วหาวิธีที่จะทำให้เรามีกำลังมากขึ้นอยู่เสมอ”
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูประบบข้อมูลและการจัดสรรงบประมาณ คือการยึด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการช่วยเหลือผ่านเงินเยียวยาชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องสร้างความยั่งยืนผ่านการสร้างอาชีพ โอกาส และรายได้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และนำไปสู่การหมุนเวียนวงจรเศรษฐกิจ ที่ประชาชนจะขยับฐานะขึ้นมาและกลับเข้าสู่ระบบภาษีเองในท้ายที่สุด
“สิ่งที่เรามุ่งเน้นวันนี้คือทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะถ้าเราดูแลเค้าให้ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเขาก็มีอาชีพ มีรายได้ ก็มาจ่ายภาษี ผมคิดว่าเรื่องมันเป็นวงจรที่เราต้องทำไปด้วยกัน"
ท้ายที่สุด แนวทางของ สศค. ได้สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนควบคู่ไปกับการพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกำลังทางการคลังของประเทศไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงสร้างแรงขับเคลื่อน เปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้รับความช่วยเหลือแต่เพียงฝ่ายเดียว ให้กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภาคการคลังและประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลและความสำเร็จของยุทธศาสตร์การข้อมูลและการจัดสรรงบประมาณรูปแบบใหม่นี้ จะสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและข้ามผ่านข้อจำกัดทางการคลังได้จริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไปในอนาคต



