ตลาดอินโดนีเซียกำลังจะเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่ และผู้ประกอบการอาหารไทยคือหนึ่งในผู้ที่ต้องปรับตัวโดยตรง เมื่อกฎหมายฮาลาลฉบับใหม่ของอินโดนีเซียกำลังจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ หลังผ่อนผันมานานถึง 2 ปี
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อินโดนีเซียได้ยกระดับและขยายขอบเขตมาตรการฮาลาลกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กฎหมาย Halal Product Assurance (Law No. 33/2014) และระเบียบปฏิบัติของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป
นั่นหมายความว่า นับจากวันดังกล่าว สินค้าอาหารและเครื่องดื่มทุกรายการที่วางขายในอินโดนีเซียจะต้องผ่านการรับรองฮาลาลทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นเหมือนช่วงผ่อนผันที่ผ่านมา
โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะอินโดนีเซียคือหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของไทย ปี 2568 ที่ผ่านมาไทยส่งออกไปอินโดนีเซียมูลค่าสูงถึง 9,336.1 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 306,529 ล้านบาท เฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่าถึง 1,415.2 ล้านดอลลาร์ หรือ 46,867 ล้านบาท
โดยมีสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มต่าง ๆ
ทั้งนี้กฏหมายฮาลาลของอินโดนีเซียได้แบ่งสินค้าออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มที่ต้องมีใบรับรองฮาลาล กับกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นใน "Halal Positive List" โดยหลักการคือ สินค้าที่ผ่านการแปรรูปและมีส่วนผสมหรือวัตถุเจือปนหลายชนิด จะต้องได้ใบรับรองฮาลาลจากอินโดนีเซียหรือหน่วยงานต่างประเทศที่ BPJPH ให้การยอมรับก่อนนำเข้า
ส่วนสินค้าที่จะได้รับการยกเว้นต้องเป็นสินค้าที่ฮาลาลโดยธรรมชาติ ไม่มีการเติมส่วนผสมใด ๆ ในกระบวนการแปรสภาพ พร้อมต้องมีหลักฐานยืนยันความโปร่งใสของห่วงโซ่การผลิตว่าปราศจากการปนเปื้อนสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม
ที่น่าสนใจคือ สินค้าหลายรายการที่คนไทยอาจคิดว่า "เป็นของสดธรรมชาติ" กลับเข้าข่ายต้องขอใบรับรอง เช่น อาหารทะเลที่ผ่านการปรุงรส เติมซอส เครื่องเทศ หรือน้ำมัน รวมถึงผลไม้อบแห้งที่มีการเติมส่วนผสมหรือเคลือบสาร
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือผลไม้แช่แข็งที่เติมส่วนผสมเพิ่มเติม ลำไยอบแห้ง หรือแม้แต่ผลไม้สดที่เคลือบแวกซ์เพื่อรักษาความสด ก็จะถูกตีความว่าผ่านกระบวนการแปรรูปและต้องขอใบรับรองฮาลาลเช่นกัน เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs)ซึ่งต้องขอใบรับรองฮาลาล
ความท้าทายไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ เพราะอินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายมาตรการฮาลาลไปถึงระดับ "ระบบโลจิสติกส์ฮาลาล" โดยกำลังจัดทำแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการจัดการสินค้าในคลังสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าฮาลาลปนเปื้อนกับสินค้าฮะรอมระหว่างทาง
ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ต้องเตรียมพร้อมทั้งการแยกพื้นที่จัดเก็บ การบริหารห่วงโซ่ความเย็น การติดฉลากสถานะฮาลาล และระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิที่ไม่ผ่านการแปรรูปจริง เช่น ผักและผลไม้สดที่ไม่เคลือบผิว คือยังคงได้รับสิทธิยกเว้นในกลุ่ม Positive List ทำให้ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการรับรองน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ก็ยังต้องจัดระบบการผลิตและเอกสารประกอบเพื่อยืนยันความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานอยู่ดี
ในทางกลับกัน กลุ่มที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ ได้แก่ อาหารทะเล ผลไม้อบแห้ง ผลไม้เคลือบแวกซ์ อาหารพร้อมทาน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มฟังก์ชัน อาหารสุขภาพ และสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีการเติมส่วนผสมหรือวัตถุเจือปน ซึ่งต้องวางแผนตั้งแต่ต้นทางโรงงานไปจนถึงปลายทางตลาดอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปขอรับรองถึงอินโดนีเซียโดยตรง เพราะสามารถใช้บริการจากหน่วยงานรับรองฮาลาลในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจาก BPJPH เพื่อขอใบรับรองฮาลาลสำหรับสินค้าที่จะส่งออกได้เลย
ผอ.สนค. มองว่าทิศทางนี้สะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดอาหารฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการลดต้นทุนการผลิตอีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐาน ระบบการรับรอง และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบของประเทศคู่ค้าอย่างละเอียด ประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าอาหารมูลค่าเพิ่มและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากล
"มาตรการฮาลาลที่เข้มข้นขึ้นของอินโดนีเซีย จะเร่งให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารไทย ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ หากสามารถปรับตัวรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและแหล่งจัดหาสินค้าอาหารฮาลาลที่แข็งแกร่ง ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและตลาดมุสลิมโลกในระยะต่อไป" ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้าย
เวลาที่เหลืออยู่จากนี้จนถึง 17 ต.ค. 2569 จึงเป็นช่วงนับถอยหลังสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งตรวจสอบสินค้าของตนเองว่าอยู่ในกลุ่มใด และเตรียมเอกสารรับรองให้พร้อม ก่อนที่กติกาใหม่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ



