"สศค." เร่งพิจารณาผลอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย. เพื่อให้ผู้ผ่านเกณฑ์สามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ เน้น "คืนสิทธิ์ให้ก่อน" พร้อมยกระดับการจัดการข้อมูลยานพาหนะ แก้ปัญหา "โอนลอย" และ "ซากรถ"
ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการประจำปี FPO Symposium ภายใต้แนวคิด "New Horizon: Empowering People, Building Resilience" ว่า ภายหลังจากภาครัฐเปิดให้ประชาชน ยื่นอุทธรณ์สิทธิ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ก่อน 31 ส.ค. 2569 แล้วนั้น
ปัจจุบัน สศค. กำลังเร่งกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาผลการทบทวนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. เพื่อให้ประชาชนที่ผ่านเกณฑ์เริ่มใช้สิทธิ์ได้ทันทีในวันที่ 1 ต.ค. นี้ โดยยึดหลักการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนจริงเป็นลำดับแรก
โดยล่าสุดมีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิ์รวมประมาณ 4.1 ล้านคน โดยความล่าช้าในบางกรณีเกิดจากบุคคลเดียวติดเกณฑ์คัดออกมากกว่า 2 เงื่อนไขขึ้นไป (Multi-criteria hits) เช่น มีทั้งรถยนต์และเงินฝากเกินเกณฑ์ ซึ่งต้องใช้การตรวจสอบเชิงลึกและการตรวจสอบด้วยมนุษย์จริง ๆ มากกว่าปกติ
คืนสิทธิ์ให้กลุ่มเปราะบางที่ถูกแอบอ้าง
ทั้งนี้ สศค. พบปัญหาสำคัญจากการเชื่อมโยงข้อมูลคือ มีกลุ่มผู้เปราะบางจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์เนื่องจาก "มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท" หรือ "มีรายได้เกินเกณฑ์" ซึ่งในความเป็นจริงเกิดจากการถูกแอบอ้างชื่อ เช่น ถูกหลอกนำชื่อไปใช้สมัครงานหรือซื้อโทรศัพท์มือถือ รวมถึงความคลาดเคลื่อนในระบบฐานข้อมูลนักศึกษา สศค. จึงใช้มาตรการ "คืนสิทธิ์ให้ก่อน" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตามขั้นตอนดังนี้
- แสดงหลักฐาน: ประชาชนที่พบว่าตนเองถูกแอบอ้างชื่อ ให้ดำเนินการแจ้งความและนำหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่
- คืนสิทธิ์: สศค. จะดำเนินการคืนสิทธิ์สวัสดิการให้ทันทีเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ประทังชีพ โดยยึดหลักการดูแลประชาชนก่อนกระบวนการทางธุรการ
- จัดการผู้แอบอ้าง: หน่วยงานภาครัฐจะดำเนินการสืบสวนและดำเนินคดีกับผู้แอบอ้างภายหลัง โดยที่ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียสิทธิ์จากความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่อ
โดย ดร.วินิจ ยืนยัน ว่าประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะเสียสิทธิ์ เพราะนโยบายที่มีอยู่จะเน้นการดูแลความเดือดร้อนของประชาชนให้ทันท่วงที มากกว่าจะการยึดติดกับขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน
ยกระดับจัดการข้อมูล ‘ยานพาหนะ’ แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ ปัญหา "โอนลอย" และ "ซากรถ" เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ข้อมูลไม่สะท้อนฐานะที่แท้จริง เนื่องจากพบว่ามีคนจำนวนมากซื้อขายรถโดยไม่โอนทะเบียนให้เสร็จสิ้น ดังนั้น สศค. จึงจะใช้โอกาสนี้ยกระดับสู่การทำฐานข้อมูลเชื่อมโยง (Data Synchronization) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงมหาดไทย
โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการให้ประชาชนแจ้งข้อมูลฝ่ายเดียว สู่การตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันแบบถาวร โดยมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการปรับปรุงข้อมูลทะเบียนรถให้ถูกต้อง ป้องกันการถูกสวมสิทธิ์และทะเบียนในอนาคต
เร่งแก้โครงสร้างรายได้กลุ่มวัยแรงงานระยะยาว
อีกด้านหนึ่ง สศค. ให้ความสำคัญกับกลุ่มอายุ 25-30 ปี ที่อยู่ในระบบสวัสดิการต่อเนื่องนานเกิน 5 ปี โดยมองว่าคนกลุ่มนี้ควรเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ การที่ยังอยู่ในระบบอาจสะท้อนถึง “รายได้แฝง” ที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลภาษี หรือ “กับดักความยากจน” ที่แท้จริง
สำหรับผู้ที่อาจถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแต่ยังมีความลำบาก เช่น กลุ่ม 5 ล้านคนที่ไม่ขอทบทวนสิทธิ์ สศค. เน้นย้ำว่าจะไม่ทอดทิ้ง แต่ต้องเปลี่ยนผ่านและเยียวยาด้วยเครื่องมือสวัสดิการด้านอื่น เช่น การพัฒนาทักษะอาชีพ (Upskilling) เพื่อให้พวกเขาสามารถข้ามเส้นความยากจนได้อย่างยั่งยืน ขณะที่กลุ่มที่เจ็บป่วยหรือทุพพลภาพจริง รัฐก็พร้อมจะดูแลเป็นกรณีพิเศษต่อเนื่องไป
“ในวันที่เรามีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ทำอย่างไรให้ตรงจุดที่สุด ทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด นี่คือความพยายามที่เรากำลังทำอยู่ครับ ... ความแม่นยำเรื่องข้อมูลจะช่วยเราในทุกมิติ เราทำเรื่องบัตรสวัสดิการเพื่อดูแลคนที่ลำบากจริงๆ เราไม่ได้เน้นว่าจะต้องจำกัดจำนวน แต่เราเน้นว่าช่วยให้ตรงกลุ่มที่สุด ถ้าเราสามารถดูแลให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเขามีอาชีพ มีรายได้ ก็กลับมาจ่ายภาษี ผมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นวงจรที่เราต้องทำไปด้วยกันครับ”ดร.วินิจ กล่าวทิ้งท้าย





