นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การลงทุน Data Center มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ รองรับการพัฒนาเทคโนโลยี Cloud, AI และ Big Data ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการลงทุนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 51 ประจำเดือนก.ค. 2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการลงทุน Data Center ในไทย” พบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่าการลงทุน Data Center มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในระดับมากถึงมากที่สุด รวม 72.5% โดยประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ระบบไฟฟ้าและความมั่นคงด้านพลังงาน
ขณะที่กฎหมายและการคุ้มครองข้อมูล รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังเป็นด้านที่ต้องเร่งพัฒนา
สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหารส่วนใหญ่มองว่า Data Center จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการใช้ Big Data, AI, IoT และระบบอัตโนมัติ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ทั้งงานก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์ ตลอดจนงานบริหารจัดการและบำรุงรักษา ซึ่งจะช่วยสร้างงานทักษะสูงและมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI, Cloud และ Data Analytics
รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัลและสตาร์ทอัพไทยให้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ บริการ และแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกับ Data Center เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย และพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศให้เข้มแข็ง พร้อมลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารส่วนใหญ่ ยังมีความกังวล เกี่ยวกับปริมาณน้ำในพื้นที่ ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การแย่งใช้ทรัพยากรกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน เพิ่มภาระต่อโครงสร้างพื้นฐาน กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้ใช้กลุ่มอื่นสูงขึ้น ขณะเดียวกันกฎหมาย มาตรฐาน และระบบกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจนหรือไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการยอมรับของประชาชน
จากข้อกังวลดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้มีการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าและค่าบริการโครงข่ายให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น พร้อมส่งเสริมการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานสะอาด และการจัดการสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพิจารณาให้สิทธิประโยชน์แบบขั้นบันไดตามประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุน Data Center เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยไม่ผลักภาระต้นทุนและผลกระทบด้านทรัพยากรไปยังภาคส่วนอื่น พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทย
เมื่อถามถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค ผู้บริหารส่วนใหญ่ 48.8% เห็นว่าไทยมีศักยภาพ แต่ยังต้องเร่งแก้ไขข้อจำกัดสำคัญ ขณะที่ 34.4% เห็นว่าไทยมีโอกาสเป็นหนึ่งในฐาน Data Center ของภูมิภาค แต่ยังไม่ถึงระดับศูนย์กลาง สะท้อนว่าการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ภาครัฐจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายประโยชน์สู่ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 160 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 51 จาก 7 คำถาม ได้ดังนี้
1) ท่านเห็นว่าการลงทุน Data Center มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในระดับใด
อันดับ 1 : มาก 48.1%
อันดับ 2 : มากที่สุด 24.4%
อันดับ 3 : ปานกลาง 20.6%
อันดับ 4 : น้อย 5.0%
อันดับ 5 : น้อยที่สุด 1.9%
2) ท่านเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในแต่ละด้านเพื่อรองรับการลงทุน Data Center ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
3) ท่านคาดว่าการลงทุนใน Data Center ที่เกิดขึ้น จะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจท่านในด้านใดบ้าง
อันดับ 1 : สนับสนุนการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการวิเคราะห์และต่อยอด 57.5% สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมดิจิทัลใหม่
อันดับ 2 : ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตผ่านระบบอัตโนมัติ IoT และ Smart 46.9% Manufacturing
อันดับ 3 : สร้างโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ Data Center เช่น 44.4% งานก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์ และการบำรุงรักษา
อันดับ 4 : ลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยี 43.8% สารสนเทศของธุรกิจ
4) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรดำเนินมาตรการใด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุน Data Center อย่างเต็มศักยภาพ
อันดับ 1 : กำหนดให้ผู้ลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมวิจัยพัฒนากับธุรกิจไทยและ 69.4% สถาบันการศึกษา
อันดับ 2 : พัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการ เช่น AI, Cloud, 68.8% Data Analytics ฯลฯ
อันดับ 3 : สนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัลและสตาร์ทอัพไทยให้พัฒนาบริการ 56.9% ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกับ Data Center
อันดับ 4 : สนับสนุนเงินทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือคูปองดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน 39.4% การใช้ Cloud และ AI
5) ท่านมีข้อกังวลต่อการขยายตัวของ Data Center ในประเทศไทยในด้านใดบ้าง
อันดับ 1 : ปริมาณน้ำในพื้นที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น 68.8%
อันดับ 2 : กฎหมาย มาตรฐาน และการกำกับดูแลยังไม่ชัดเจนหรือไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง 61.3% ของเทคโนโลยี
อันดับ 3 : ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและ 61.3% ต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
อันดับ 4 : การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ประกอบการไทยยังจำกัด และพึ่งพาเทคโนโลยี 51.2% บุคลากรจากต่างประเทศในระดับสูง
6) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญกับมาตรการหรือเงื่อนไขใดบ้างในการส่งเสริมการลงทุน Data Center
อันดับ 1 : ส่งเสริมการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและ 61.9% การถ่ายทอดเทคโนโลยี
อันดับ 2 : กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าและค่าบริการโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุนจริง 60.6%
อันดับ 3 : กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงาน 57.5% สะอาดและการจัดการสิ่งแวดล้อม
อันดับ 4 : ให้สิทธิประโยชน์แบบขั้นบันไดตามประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 48.1% การใช้พลังงานสะอาด และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ
7) จากนโยบายของภาครัฐในปัจจุบัน ท่านเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในสถานะใดในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค
อันดับ 1 : มีศักยภาพ แต่ยังต้องเร่งแก้ข้อจำกัดสำคัญ 48.8%
อันดับ 2 : มีโอกาสเป็นเพียงหนึ่งในฐาน Data Center ของภูมิภาค แต่ยังไม่ถึงระดับ 34.4% ศูนย์กลาง
อันดับ 3 : มีความพร้อมและมีโอกาสเป็นผู้นำของภูมิภาค 12.5%
อันดับ 4 : มีความเสี่ยงตามหลังประเทศคู่แข่ง เนื่องจากการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนสูง 4.3%



