"เอกนิติ" เผยคลังจับมือมท. กฟน. กฟภ. จ่อคลอดโครงการ "Solar Rooftop" อุดหนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาทต่อครัวเรือน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เร่งประสานแบงก์รัฐ ออมสิน-ธอส. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำตัดปัญหาขาดเงินก้อน พร้อมนำระบบ Net Billing มาใช้ ขายไฟฟ้าส่วนเกินแลกลดค่าไฟ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เร่งผลักดันโครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ "โซลาร์รูฟท็อป" เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน
ทั้งนี้ เตรียมมอบเงินอุดหนุนในลักษณะเงินให้เปล่าจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน โดยได้รับจัดสรรงบประมาณมาจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ในแผนงานที่ 2 ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ควบคู่กับการนำระบบ “การหักลบกลบจ่ายกระแสไฟฟ้า” หรือ Net Billing มาใช้ ซึ่งเป็นการคิดแยกระหว่างค่าซื้อไฟฟ้ากับค่าขายไฟฟ้า และนำเงินค่าขายไฟฟ้ามาหักลบกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าได้
นอกจากนี้ ยังได้ผสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟต์โลน ทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไม่จำเป็นต้องสำรองเงินก้อนใหญ่เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
โดยหลังจากหักส่วนลดเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 50,000 บาทแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือประชาชนสามารถขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารรัฐเพื่อผ่อนชำระเป็นรายเดือนได้
ในการนี้ สถาบันการเงินจะใช้เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ประเมินจากพฤติกรรมประวัติการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือน ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน กลไกการชำระคืนสินเชื่อยังได้รับการออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น สามารถผ่อนชำระคืนสถาบันการเงินได้โดยหักจากมูลค่าค่าไฟฟ้าที่ลดลงในแต่ละเดือน เช่น หากครัวเรือนสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละ 2,000 บาท อาจแบ่งจ่ายคืนชำระหนี้แก่ธนาคาร 1,000 บาท และคงเหลืออีก 1,000 บาทเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าจริงที่ได้รับทันที
“จากการคำนวณเบื้องต้น ผ่านไป 3-4 ปีก็คุ้มทุนแล้ว โดยที่ประชาชนไม่ต้องออกเงินเองเลย และตั้งแต่ปีที่ 4-5 ครัวเรือนก็จะได้รับประโยชน์จากการลดภาระค่าไฟฟ้าเต็ม ๆ ”
โครงการนี้ตั้งเป้าช่วยเหลือด้านการเปลี่ยนผ่านราว 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือน โดยมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับบ้านที่มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 3,000 - 4,000 บาทต่อเดือน ด้วยการติดตั้งขั้นต่ำที่แนะนำ 5 กิโลวัตต์ มีราคาประเมินเบื้องต้นในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 100,000 กว่าบาท
“ปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงราว 60% ดังนั้นการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว” นายเอกนิติ กล่าว
ด้านการอำนวยความสะดวกและรักษามาตรฐานความปลอดภัย โครงการจะให้บริการผ่าน One Stop Service ซึ่งมี กฟน. และ กฟภ. ทำหน้าที่ตรวจรับรองมาตรฐานการติดตั้ง ตลอดจนคัดเลือกและประเมินคุณสมบัติของผู้ประกอบการเพื่อป้องกันอุบัติภัยไฟฟ้าลัดวงจร
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะเข้ามาร่วมกำหนดแนวทางการส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ ทั้งแผงโซลาร์และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง เพื่อผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานและผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์ พร้อมทั้งสร้างงานสร้างอาชีพในประเทศไปในคราวเดียวกัน
ทั้งนี้ มีกรอบเวลาตั้งเป้าเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการกลั่นกรองและเร่งดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 1 เดือน เพื่อจัดส่งเงินอุดหนุนตรงถึงมือประชาชนต่อไป



