รายงานการพัฒนาโลกประจำปี 2026 หัวข้อ The Promise of Artificial Intelligence ของธนาคารโลก ประเมินว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อมานานหลายร้อยปีภายในทศวรรษเดียว หากมีการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม AI จะช่วยผลักดันให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้นไปแตะจุดสูงสุด นับตั้งแต่ยุคทองในทศวรรษที่ 2000 และเทคโนโลยีนี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วกว่าที่ผ่านมามาก
อีกทั้ง แรงงานในประเทศกำลังพัฒนายังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูก AI แย่งงานน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสัดส่วนงานที่เสี่ยงถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติน้อยกว่า 1 ใน 10 เมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูง ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกแทนที่ด้วย AI สัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของตำแหน่งงานทั้งหมด
ไทย-อาเซียน รับอานิสงส์ห่วงโซ่อุปทาน
รายงานระบุว่าปัจจุบันกว่า 50% ของการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI ทั่วโลก ล้วนมีต้นทางมาจากประเทศกำลังพัฒนา โดย 5 อันดับแรกของกลุ่มประเทศที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้แก่ จีน เม็กซิโก มาเลเซีย เวียดนาม และไทย ตามลำดับ
นอกจากนี้ มาเลเซียซึ่งเดิมเคยเน้นการประกอบและผลิตชิปมาหลายทศวรรษ กำลังขยับเทคโนโลยีการผลิตในประเทศขึ้นไปสู่ขั้นการออกแบบชิปเองแล้ว โดยในปี 2568 บริษัท SkyeChip ของมาเลเซียได้เปิดตัว “MARS1000” ชิปประมวลผลระดับ Edge AI ขนาด 7 นาโนเมตรตัวแรกที่ออกแบบในประเทศสำเร็จ
อย่างไรก็ดี หากเทียบสเกลการลงทุนแล้ว ประเทศในอาเซียนยังห่างชั้นกับมหาอำนาจ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2026 กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) ในสหรัฐ เช่น Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle จะทุ่มเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทะลุ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าเศรษฐกิจ (GDP) ของหลายประเทศในอาเซียน รวมถึงสิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
อินเดอร์มิต กิลล์ รองประธานอาวุโสและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า AI ได้มอบทางรอดให้กับกลุ่มเศรษฐกิจกำลังพัฒนา และพวกเขาควรคว้ามันไว้ ประเทศเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีโมเดลขนาดใหญ่หรือทุ่มงบสร้างศูนย์ข้อมูลระดับบิ๊กสเกลเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
กลุ่มธนาคารโลกได้เสนอแนวทาง 3 ขั้นตอนที่เหมาะสมกับขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่
1.นำเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้ เลือกใช้เครื่องมือ AI ขนาดเล็กที่มีต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่าย
2.ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น ประยุกต์ระบบให้เข้าใจข้อมูลและภาษาท้องถิ่น เพื่อยกระดับบริการสาธารณะ เช่น การวินิจฉัยทางการแพทย์ การศึกษา และการเกษตร
3.พัฒนาต่อยอด ก้าวสู่การพัฒนา AI ขั้นสูงด้วยตนเองเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานมีความพร้อมเต็มที่
โดยสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องการเร่งพัฒนาคือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น การเข้าถึงไฟฟ้าที่เสถียร ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และทักษะพื้นฐานด้านการอ่านออกเขียนได้และการคำนวณของแรงงาน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโอกาสทองของยุค AI นี้ได้อย่างยั่งยืน
ธุรกิจไทยตื่นตัวใช้แชตบอต
ขณะที่ในมิติของการใช้งาน รายงานของธนาคารโลกอ้างอิงผลสำรวจ Enterprise Survey on AI Adoption ซึ่งสำรวจบริษัทในภาคการผลิต การก่อสร้าง และบริการที่มีพนักงานตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ใน 7 ประเทศซึ่ง รวมถึงประเทศไทย โดยมีบริษัทไทยเข้าร่วมการสำรวจ 360 แห่ง พบว่าในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-19 คน มี 20% ที่นำแชตบอต AI มาใช้ในการดำเนินธุรกิจแล้ว ซึ่งใกล้เคียงกับสหรัฐที่อยู่ในระดับ 25%
แม้ว่าอัตราการตื่นตัวและสัดส่วนการเริ่มต้นใช้งานของบริษัทไทยจะอยู่ในระดับที่สูง แต่ธนาคารโลกตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมการใช้งาน AI ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นไปในลักษณะพื้นฐานและไม่ลึกซึ้งนักโดยภาคธุรกิจนำเครื่องมือ AI มาช่วยจัดการงานสนับสนุนทั่วไป แทนที่จะเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานหลักเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ กิจกรรมหลักที่พบการใช้งานสูงสุด ได้แก่ การค้นหาข้อมูล การร่างหรือเขียนเรียบเรียงข้อความและเอกสาร และการแปลภาษา
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเตือนว่าการนำเข้าโมเดล AI สำเร็จรูปจากต่างประเทศอาจไม่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศเสมอไป เช่น ผลการทดสอบโมเดลคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ของสหราชอาณาจักรในเวียดนามพบว่า ประสิทธิภาพของ AI ลดลงเนื่องจากข้อมูลประชากรศาสตร์ของผู้ป่วยที่แตกต่างกันอย่างมาก
ดังนั้น นักพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงได้ร่วมกันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่เฉพาะภูมิภาคในชื่อSEA-LION (Southeast Asian Languages in One Network) เพื่อช่วยให้ AI เข้าใจภาษา กฎหมาย และบริบททางวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น
รัฐบาลเร่งคุมกฎระเบียบ
ขณะที่การใช้งานของภาครัฐในอาเซียนก็มีความตื่นตัวทั้งในแง่การใช้งานและการกำกับดูแล ตัวอย่างในสิงคโปร์เดินหน้าให้สำนักงานสรรพากรนำระบบผู้ช่วย AI มาให้บริการประชาชนในการตรวจสอบยอดค้างชำระและปรับเปลี่ยนแผนการชำระเงิน ซึ่งสามารถช่วยประหยัดเวลาของประชาชนไปได้เกือบ 12,000 ชั่วโมงในปี 2567
นอกจากนี้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ยังได้ออกแนวทางปฏิบัติการกำกับดูแลและจริยธรรม AI เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกันในภูมิภาคโดยรัฐบาลบางประเทศอย่างฟิลิปปินส์ได้สั่งระงับการใช้งานโมเดล Grok ชั่วคราว เนื่องจากความกังวลด้านเนื้อหาทางเพศที่สร้างขึ้นโดยระบบ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผ่านการกำกับดูแลด้วยกฎระเบียบที่เหมาะสม ป้องกันความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และดูแลไม่ให้ AI ฝังความลำเอียงในการตัดสินใจของรัฐ เพราะหากขาดการบริหารจัดการที่ดี AI อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำและทำลายความไว้วางใจในสังคมได้



