วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม 2569

Login
Login

จัดสมดุลลงทุน Data center รีเซ็ตเกณฑ์ใหม่ ยึดผลประโยชน์ประเทศ

การลงทุนดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) ของไทยกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” จากเดิมที่แข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุน สู่การคัดเลือกโครงการที่สร้างผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจไทยหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาระยะยาว

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมยกระดับเกณฑ์พิจารณาเน้นให้ความสำคัญการสร้างบุคลากร ระบบนิเวศ AI การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มากกว่าพิจารณาเฉพาะมูลค่าลงทุน

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินเมื่อปลายปี 2568 ว่า ไทยอาจเผชิญความเสี่ยง ‘ได้ไม่คุ้มเสีย’ ในการดึงลงทุนดาต้าเซนเตอร์ โดยเงินลงทุนจำนวนมาก ‘รั่วไหล’ ไปกับการนำเข้าเครื่องจักรและระบบ

ทั้งนี้ การสร้างดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ 100 เมกะวัตต์ ต้องลงทุนสูงถึง 33,000 ล้านบาท ภาครัฐต้องให้สิทธิประโยชน์จำนวนมากขณะที่การลงทุนขนาดดังกล่าวใช้คนดูแลระบบ 50 คน ใช้ไฟฟ้า 1,140 GWh (กิกะวัตต์-ชั่วโมง)ต่อปี เท่ากับ 13 ล้านคน และใช้น้ำ 2,550 ล้านลิตรต่อปี เท่ากับ 1.3 ล้านคน

ปัจจุบันภาครัฐมีแผนที่จะกระจายการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ ออกจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยจัดโซนนิ่งพื้นที่ลงทุนและมีข้อเสนอให้ไปลงทุน อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยเฉพาะบริเวณเหมืองแม่เมาะที่มีน้ำเพียงพอ

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากการที่รัฐบาลมีแนวคิดบริหารจัดการพื้นที่ตั้งของดาต้าเซนเตอร์ โดยลดการก่อสร้างในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพิจารณาพื้นที่ใกล้เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง เพราะเป็นพื้นที่ที่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูงมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในกิจการไฟฟ้าโดยเฉพาะไม่แย่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูง เพราะเป็นอ่างขนาดใหญ่ เหมืองนี้จะสิ้นสุดการทำเหมืองปี 2580 เป็นการเตรียมพื้นที่รองรับ กฟผ.ระบุว่ามีโอกาสทำได้แต่มีอีกหลายเรื่องต้องทำ เช่น ชุมชน ผังเมือง วัตถุประสงค์การใช้พื้นที่ซึ่งรัฐบาลต้องหารือต่อ

โรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัญญารวม 1,140 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าพลังความร้อน เครื่องที่ 8,11 กำลังผลิตเครื่องละ 270 เมกะวัตต์ รวม 540 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อน เครื่องที่ 14 (ทดแทนเครื่องที่ 4-7) กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ รวมทั้งการจัดพื้นที่ให้รองรับดาต้าเซนเตอร์ บริเวณเหมืองแม่เมาะ ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ แต่ต้องวางแผนหาไฟฟ้าที่ต้องการพลังงานหมุนเวียนอาจมีข้อจำกัดผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์

เพิ่มแหล่งน้ำ EEC ป้อนดาต้าเซนเตอร์

รายงานข่าวระบุว่า พื้นที่ EEC ที่มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซนตอร์จำนวนมาก ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับการจัดการน้ำที่ต้องรองรับทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม บริการและภาคประชาชน ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569

ทั้งนี้ อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กำหนดแผนงาน 7 ปี (ปีงบประมาณ 2570-2576) กรอบงบประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนที่ยั่งยืนให้กับ จ.จันทบุรี และรองรับ EEC และรัฐบาลมีแผนให้อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เสริมความมั่นคงทรัพยากรน้ำใน EEC รองรับการลงทุนในอนาคต รวมถึงการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ 

จัดสมดุลลงทุน Data center รีเซ็ตเกณฑ์ใหม่ ยึดผลประโยชน์ประเทศ

เน้นเลือกโครงการคุณภาพ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอโอเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน และยกระดับการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องนโยบายใหม่ พิจารณาควบคู่ทั้งด้านความคุ้มค่าเศรษฐกิจ ประโยชน์ประเทศ ประสิทธิภาพใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โดยดาต้าเซนเตอร์นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลรองรับคลาวด์ คอมพิวติ้ง การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และพัฒนาเทคโนโลยี AI แต่การขยายตัวเร็ว สร้างข้อกังวลการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“โจทย์ของไทยไม่ใช่การเลือกระหว่างการปฏิเสธการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องตอบให้ได้ว่าไทยต้องการดาต้าเซนเตอร์แบบใด มาพร้อมกับอะไร และจะออกแบบกติกาอย่างไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด”

เม็ดเงิน 7.5 แสนล้าน นักลงทุนหลากหลาย

นอกจากนี้ ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการดาต้าเซนเตอร์ ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มีกำลังประมวลผลรวม (IT Load) 3,400 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงินลงทุนรวมกว่า 750,000 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากบริษัทแม่ พบว่า นักลงทุนมีความหลากหลายไม่กระจุกตัวประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นกลุ่มบริษัทไทยมากสุด 15 โครงการ รองลงมาคือ จีน 10 โครงการ สหรัฐ 5 โครงการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ ญี่ปุ่น 2 โครงการ มาเลเซีย-ฮ่องกง 1 โครงการ และประเทศอื่น ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

จัดสมดุลลงทุน Data center รีเซ็ตเกณฑ์ใหม่ ยึดผลประโยชน์ประเทศ

คุมเข้ม 4 มิติ ก่อนอนุมัติโครงการ

บีโอไอเตรียมนำหลักเกณฑ์ใหม่มาใช้พิจารณาโครงการ โดยครอบคลุม 4 มิติสำคัญ แบ่งเป็น

1.ประโยชน์ต่อประเทศ กำหนดให้โครงการต้องสร้างการจ้างงานทักษะสูง พัฒนาบุคลากรไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน หนุนวิจัยและพัฒนา สร้างระบบนิเวศ AI ให้ผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัย และสตาร์ตอัปไทยเข้าถึงบริการคลาวด์ และคอมพิวติ้ง พาวเวอร์

2.ความพร้อมด้านพลังงาน ประเมินกำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการรับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยล่าสุด กพช. เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าดาต้าเซนเตอร์ เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง กำหนดหลักประกันขอใช้ไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดสู่กรีนดาต้าเซนเตอร์

3.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พิจารณาแหล่งน้ำ เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น รีไซเคิลน้ำ และการใช้น้ำฤดูแล้งไม่ให้กระทบเกษตรชุมชน

4.สิ่งแวดล้อมและชุมชน ประเมินการใช้ที่ดิน ผังเมือง ป้องกันอัคคีภัย เสียง ความร้อน น้ำเสีย

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างจัดทำ Power Map และ Water Map เพื่อใช้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ในอนาคต

ดันซัปพลายเชนไทยรับดาต้าเซนเตอร์

ทั้งนี้ ไทยกำลังกลายเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์สำคัญของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ ทั้งฮาร์ดดิสก์ เซิร์ฟเวอร์ AI อุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์เครือข่าย โดยมีผู้ผลิตระดับโลกเข้ามาตั้งฐานในไทยจำนวนมาก แม้อุปกรณ์บางส่วนต้องส่งออกไปประกอบขั้นสุดท้ายในต่างประเทศ แต่บีโอไอมีเป้าหมายดันลงทุนให้ครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มการเชื่อมโยงจัดซื้อจัดจ้างในประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

“ดาต้าเซนเตอร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของโลกยุคใหม่ แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความพร้อม และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ เป้าหมายคือสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงด้านพลังงาน และผลประโยชน์ที่ประชาชนไทยจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม”

จัดสมดุลลงทุน Data center รีเซ็ตเกณฑ์ใหม่ ยึดผลประโยชน์ประเทศ

WHA แจงอย่าวัดแค่การจ้างงาน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group กล่าวว่า มุมมองอีกด้านหนึ่งดาต้าเซนเตอร์ไม่ใช่โรงงานผลิตสินค้าที่ต้องใช้คนงานจำนวนมาก แต่คือศูนย์เก็บข้อมูล เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลตอลซึ่งเกือบทุกอย่างต้องใช้ดาต้าเซนเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐาน 

ถ้าเทียบกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 660 เมกะวัตต์ ใช้พนักงาน 50-80 คน แต่จ่ายไฟฟ้าให้ประชาชน 1,300,000-1,500,000 ครอบครัว หรือจ่ายไฟฟ้าให้โรงงานผลิตขนาดเล็กเป็นพันโรงงาน ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมหาศาล

เตือนไทยปรับตัวรับ‘ดาต้าเซนเตอร์’

นางสาวปนิดา ตั้งศรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากจะไม่สามารถสร้างการเติบโตได้เต็มศักยภาพ หากไทยไม่เร่งพัฒนาปัจจัยพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพราะดาต้าเซนเตอร์ไม่ใช่เพียงศูนย์จัดเก็บข้อมูล แต่เป็น Multiplier Industry ที่เชื่อมโยงธุรกิจจำนวนมาก 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ดาต้าเซนเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้า พลังงาน และน้ำในปริมาณสูง หากบริหารจัดการไม่เหมาะสม อาจกระทบต่อระบบพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชนในระยะยาว ภาครัฐควรคัดเลือกโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ มากกว่าการแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว

ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มดาต้าเซนเตอร์เติบโตมาก แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนและผลประโยชน์ประเทศ โดยเฉพาะภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ และการกระจายผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทย