แม้ภาครัฐจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่สัญญาณจากภาคธุรกิจรายเล็กกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างชัดเจน เมื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญ “วิกฤติสภาพคล่อง” รอบใหม่ จากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากอยู่ในภาวะ “ประคองตัว” มากกว่าการเติบโต ขณะที่ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเตือนหากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาจกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงาน ซึ่งพึ่งพาเอสเอ็มอีมากถึง 70% ของภาคเอกชนไทย
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 โดยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจฐานรากกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนักทุกมิติ ทั้งต้นทุนที่พุ่งสูง รายได้ที่ลดลง และภาระหนี้สินที่รุมเร้า ซึ่ง SME ถือเป็นเสาหลักสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในไทย
หนี้ SME ไตรมาส2วิกฤติ เข้าไม่ถึงแหล่งทุน
จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า SME มีความต้องการเพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนสูงถึง 90.4% ขณะที่มีเพียง 6.0% ที่ต้องการลงทุนเพิ่ม และ 3.6% ต้องการนำไปใช้หนี้เดิม โครงสร้างแหล่งกู้ยืมเงินในไตรมาส 2/2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบไตรมาส 1 ที่เผชิญวิกฤติด้านพลังงาน ดังนี้ 1.ในระบบสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 30.2% เป็น 37.6% 2.ในและนอกระบบร่วมกัน ลดลงจาก 47.0% เป็น 41.1% และ 3. นอกระบบสถาบันการเงิน ลดลงเล็กน้อยจาก 22.8% เหลือ 21.3%
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือกำแพงสินเชื่อ พบว่า สาเหตุหลักที่ SME ยื่นกู้ในระบบไม่ผ่านมา จากขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน (33.3%), เอกสารไม่สะท้อนธุรกิจจริง (26.7%) และกระแสเงินสดไม่เพียงพอ (20%)
70%SME“ทรงตัว”รอวันทรุด
นายแสงชัย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาสุขภาพธุรกิจพบว่า กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มทรงตัว ซึ่งรวมถึงธุรกิจช่วงขาลงแต่พอพยุงได้ และกลุ่มที่มีรายได้พอจ่ายหนี้แต่ไม่พอลงทุน มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 70.5% ในไตรมาส 2/2569
ขณะที่ กลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่องและต้องพึ่งพาหนี้ใหม่เพื่อประคองตัวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐแต่ SME ยังต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อไม่แน่นอน การแข่งขันที่รุนแรง
นายแสงชัย กล่าวว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางพัฒนาผ่าน 5 ก. เพื่อให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
1. กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ บังคับใช้กฎหมายกับสถาบันการเงินที่ทำผิดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการคิดดอกเบี้ยผิดนัดและการออกแบบโปรแกรมสินเชื่อตามหลัก Market Conduct ไม่ให้มีการซุกปัญหาไว้ใต้พรม
เร่งดึงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ
2. กลยุทธ์ตัดตอนนอกระบบ ออกแบบนวัตกรรมการเงิน เพื่อดึงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ เช่น รีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบที่มีหลักประกัน และเติมทุนหมุนเวียนซัพพลายเชนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจริง
3. เกณฑ์ยืดหยุ่น ปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แทนการผลัก SME ไปใช้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 25-36% ต่อปี ซึ่งเป็นกับดักที่ยากจะทำกำไรมาชดเชยได้
4. กระบวนการสะดวกรวดเร็ว ใช้ Credit Scoring และเทคโนโลยีช่วยประเมินความเสี่ยงที่เป็นธรรม หากปฏิเสธสินเชื่อต้องมีเหตุผลชัดเจนและมีกระบวนการบ่มเพาะเพื่อให้กลับมาขอใหม่ได้
5. กลไกพัฒนา จัดกลุ่ม SME ตามอาการทางการเงินและมีระบบพี่เลี้ยง (Mentor) ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนและหลังกู้ พร้อมเสริมทักษะ AI นวัตกรรม และสร้างแบรนด์เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ถึงเวลารัฐต้อง “Action Show”
นายแสงชัย ย้ำว่า ขีดความสามารถ SME ไม่ได้ขึ้นกับทักษะเท่านั้น แต่ต้องเข้าถึงแหล่งทุนที่เพียงพอและรวดเร็ว หากรัฐยังปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังอาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อการจ้างงาน ซึ่ง SME เป็นแหล่งจ้างงานหลักถึง 70% ของภาคเอกชนทั่วประเทศ
“ถ้าไม่ใช่ ทำใหม่ ถ้าไม่ดีพอ ทำเพิ่ม ถ้าดีแล้ว ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก หมดเวลา Talk Show ถึงเวลา Action Show ให้เอสเอ็มอีรอดจริง” นายแสงชัย กล่าว
สำหรับข้อเสนอ Roadmap 5 ก. ของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จึงไม่ใช่เพียงมาตรการแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ แต่เป็นข้อเสนอปฏิรูประบบการเงินสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ตั้งแต่บังคับใช้กฎหมาย ดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ การปรับเกณฑ์สินเชื่อ การใช้เทคโนโลยีประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการสร้างระบบพี่เลี้ยงเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแผนลงทุนในอนาคต พบว่า เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ยังกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยมีเพียง 16.5% ที่มีแผนลงทุนเพิ่มเติมชัดเจน ขณะที่ส่วนใหญ่ 38.9% ระบุว่าแผนลงทุนขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจ ส่วน 29.2% เลือกคงระดับลงทุนเดิมไว้ และ 15.4% ระบุว่าไม่มีแผนลงทุน
ในอนาคต SME ต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยทำธุรกิจ ซึ่งจะไม่ใช่เพียงออร์เดิร์ฟ หรืออาหารเสริม แต่ต้องเป็นอาหารจานหลัก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจอยู่รอดจากวิกฤติพลังงาน สงครามการค้า และภัยพิบัติธรรมชาติ
จี้รัฐส่งเสริม AI Literacy - ยกระดับคน
ในส่วนข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ ต้องเร่งส่งเสริม AI Literacy และยกระดับพลเมืองสู่ระดับ AI Citizenship เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานทักษะสูง ผ่านมาตรการสนับสนุนเชิงรุก ประกอบด้วย
1.ด้านการเงิน สนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี 2. โครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล 3. ระบบพี่เลี้ยง พัฒนากลไกที่ปรึกษาด้าน AI ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละธุรกิจ 4. ธรรมาภิบาล รัฐต้องนำการเปลี่ยนแปลงอย่างโปร่งใส รวดเร็ว เพื่อส่งมอบปัญญาให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง
สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการเวลานี้ไม่ใช่เวทีเสวนา หรือมาตรการระยะสั้น แต่คือลงมือแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME กำลังหลักเศรษฐกิจไทยกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักประเทศ สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ฟื้นสภาพคล่อง และกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง สะท้อนโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและสถาบันการเงินต้องเร่งตอบให้ได้ ก่อนที่วิกฤติสภาพคล่องจะลุกลามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง



