ม.หอการค้าไทย เผย ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ไตรมาส 2 ปี 69 ร่วงเหลือ 45.1 จุด จับตา 6 เดือนข้างหน้ายังซึม วอนรัฐช่วยลดต้นทุนธุรกิจ-เพิ่มสภาพคล่อง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ได้สำรวจผู้ประกอบธุรกิจ SMEs จำนวน 641 ตัวอย่าง ครอบคลุมทั่วประเทศ ประกอบด้วย ธุรกิจการผลิต 36.4% ธุรกิจการค้า 16.9% และธุรกิจบริการ 46.7% ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 13-22 ก.ค. 2569 พบว่า ภาพรวมผู้ประกอบการ SMEs ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ
โดยดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs อยู่ที่ 45.1 จุด ลดลง 0.8 จุดจากไตรมาสก่อนหน้า และยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนว่าภาคธุรกิจ SMEs โดยรวมยังไม่มีสัญญาณการขยายตัวอย่างชัดเจน
ด้านผลสำรวจสถานการณ์ธุรกิจ SMEs ไตรมาส 2/2569 พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจระบุส่วนใหญ่ ระบุว่า สถานการณ์รายได้/ยอดขาย, คำสั่งซื้อ, ต้นทุนและค่าใช้จ่าย, กำไรสุทธิ, การจ้างงาน และหนี้สิน ในไตรมาสนี้ เท่าเดิมหรือยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในส่วนของสภาพคล่องนั้น ผู้ประกอบธุรกิจมองว่า ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งทำให้ในภาพรวม ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ อยู่ที่ 43.9
เมื่อพิจารณา ดัชนีความสามารถในทำธุรกิจของ SMEs ในไตรมาส 2 พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่ มองเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการ ยังคงเท่าเดิมเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่นเดียวกับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, การสร้างแบรนด์และการรับรู้, การเข้าถึงแหล่งทุน และความสามารถของพนักงาน ในขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ และความสามารถในการสร้างความแตกต่าง ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทำให้ภาพรวม ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจอยู่ที่ 46.5 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อภาวะธุรกิจในระยะข้างหน้า
สำหรับแนวโน้มในช่วง 6 เดือนข้างหน้า คาดว่าสถานการณ์ SMEs จะยังอยู่ในลักษณะทรงตัวถึงอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยปัจจัยที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ได้แก่ คุณภาพสินค้าและบริการ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่ดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ SMEs หรือ SMEs Sustainability Index ไตรมาส 2 มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 44.9 จุด แม้บางองค์ประกอบมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ภาพรวมยังต่ำกว่าเกณฑ์ 50 จุด สะท้อนว่า SMEs ยังเผชิญความท้าทายในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม มิติที่มีคะแนนสูงที่สุด คือ ความสามารถในการปรับตัวในช่วงวิกฤติ โดยปัจจุบันอยู่ที่ 47.3 จุด แนวโน้มเพิ่มเป็น 47.9 จุด และค่าเฉลี่ยรวม 47.6 จุด แสดงให้เห็นว่าแม้ SMEs จะยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไร แต่ผู้ประกอบการมีพัฒนาการด้านการรับมือและปรับตัวต่อความผันผวนมากขึ้น
ทั้งนี้คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกลุ่ม MSME(Micro, Small, and Medium Enterprises) ในปี 2569ว่าจะเติบโตในอัตรา2.2-2.7%
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการ SMEs มีข้อเสนอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือเรื่อง การลดต้นทุน โดยเฉาะการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนส่ง และก๊าซหุงต้ม ,สนับสนุนด้านเงินทุนและสภาพคล่อง เช่น ผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ยืมเงิน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และขยายวงเงิน
รวมถึงระยะเวลาผ่อนชำระ และการแก้ปัญหาหนี้สินเดิม,การส่งเสริมการตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะการขยายช่องทาง E-Commerce และจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ แบบ B2B การพัฒนาทักษะแรงงาน มุ่งเน้นทักษะดิจิทัล (AI, Data Analytic) รวมถึงการเปิดอบรมหลักสูตรการใช้เครื่องมือดิจิทัล



