วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดอำนาจ ‘บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์’ ตั้ง 21 อรหันต์คุมทิศทางลงทุน - ตอบโจทย์ 4 มิติ

ปัจจุบันกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต้องใช้ความรวดเร็วในการประมวลผลของข้อมูล ประกอบกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์มีการขอส่งเสริมการลงทุนเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมากดังนั้นเพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางการลงทุนกิจการประเทศนี้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บูรณาการข้อมูล และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างเป็นระบบ ไม่สร้างผลกระทบการจัดสรรทรัพยากรของประเทศรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นโดยผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา

  โดยเหตุผลหลักในการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เนื่องจากรัฐบาลเล็งเห็นว่าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ หรือศูนย์ข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการให้บริการ Cloud ทั้งภาครัฐและเอกชน การมีกลไกเชิงนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI และดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปรับโครงสร้างการส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

  • เปิดองค์ประกอบกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์

สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงจากหลายภาคส่วน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการแต่งตั้งรวมกว่า 21 คนเพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการจากภาคนโยบายไปสู่การปฏิบัติร่วมกัน ได้แก่  

ประธานกรรมการ ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

รองประธานกรรมการ จำนวน 3 คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 3

นอกจากนี้มีกรรมการโดยตำแหน่งรวม 13 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กรรมการกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รวมทั้งมีการเพิ่มตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์เข้ามาเป็นกรรมการโดยตำแหน่งตามมติ ครม.ล่าสุดด้วย

สำหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ไม่เกิน 3 คน และมีวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ และมอบหมายให้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” รับหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

  • อำนาจหน้าที่บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ 

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ฯมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

1.เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี

2.ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

4.ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

สำหรับกรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ประกอบไปด้วย

1.คำนึงถึงผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

2.มุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม

3.การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วย

และ 4.การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของความมั่นคงของการรักษาข้อมูลของประเทศ

ทั้งนี้ในกรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติครม.ดังกล่าวในเรื่องใด ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องนั้น

ทั้งนี้ เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามและรายงานผลให้คณะกรรมการทราบทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน