วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิกฤตน้ำต้นทุนร่วง 19% กระทรวงเกษตรฯ งัดแผนรับมือเอลนีโญ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งวางมาตรการเชิงรุก รับมือวิกฤตภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 หวังบรรเทาความเดือดร้อน พร่อมส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน 

วิกฤตน้ำต้นทุนร่วง 19% กระทรวงเกษตรฯ งัดแผนรับมือเอลนีโญ วิกฤตน้ำต้นทุนร่วง 19% กระทรวงเกษตรฯ งัดแผนรับมือเอลนีโญ

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2569 ว่า กรมชลประทานได้รายงานถึงแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทวีความรุนแรงขึ้น และคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงต้นฤดูแล้ง จะลดลงจากปีก่อนกว่าร้อยละ 19

  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานจึงต้องปรับแผนรับมือด้วยการใช้น้ำฝนเป็นหลักเสริมด้วยน้ำชลประทาน พร้อมเร่งขุดลอกแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืช และเตรียมเครื่องจักรกลกว่า 5,991 หน่วยประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ และเตรียมปรับแผนผันน้ำและรายงานสถานการณ์รายสัปดาห์ เพื่อรับมือทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด

วิกฤตน้ำต้นทุนร่วง 19% กระทรวงเกษตรฯ งัดแผนรับมือเอลนีโญ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2569/70 เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด-เลิกการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น การสนับสนุนเทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตร และจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มจากแปรรูปวัสดุเหลือใช้และการส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการจัดการแปลงเกษตรอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งบูรณาการร่วมกัน และนำข้อสรุปจากที่ประชุมไปจัดทำแผนงานและข้อเสนอโครงการพร้อมกรอบวงเงินงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมาตรการทั้งหมดที่กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นดำเนินการนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับรายได้ ลดต้นทุน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน