วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

กกร. ชี้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุค K-Shape เร่งรัฐเชื่อม ดันไทยชิงเงินลงทุนใหม่

นายผยง ศรีวณิช ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ และการปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว

ภาพรวมดังกล่าวส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีลักษณะ K-Shape อย่างชัดเจน กล่าวคือ ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูงจะเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงกลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

กกร.ระบุว่า มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับการปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่สะท้อนความแตกต่างของศักยภาพการเติบโตในแต่ละประเทศ โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาเพิ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ตะวันออกกลาง ยังทำให้ตลาดการเงินประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียมีแนวโน้มอ่อนค่า และเกิดรูปแบบใหม่ของการบริหารค่าเงินระหว่างธนาคารกลางพันธมิตร

ไทยได้อานิสงส์ AI ดันส่งออกโต 17.6%

สำหรับเศรษฐกิจไทย กกร.เห็นว่า แม้ยังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่เริ่มได้รับประโยชน์จากคลื่นเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกมากขึ้น

ข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า การส่งออกไทยขยายตัวถึง 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีสัดส่วน 26.5% ของการส่งออกทั้งหมด และขยายตัวสูงถึง 45.9% ตามความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากกระแส AI

นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ใน K ขาบนขยายตัวโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม กกร.มองว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุน และการส่งออกดังกล่าวให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากต่างประเทศในระดับสูง

เร่งสร้าง Local Content รับคลื่นลงทุนต่างชาติ

กกร.เสนอว่า ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่ม Local Content ในห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

แนวทางดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้าง Supply Chain ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า รวมทั้งสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ รองรับคลื่นการลงทุนจากต่างประเทศที่กำลังไหลเข้าสู่ไทย

ในขณะเดียวกัน กกร.เห็นว่ารัฐต้องแยกอุตสาหกรรมที่อยู่ใน K ขาลง ออกจากอุตสาหกรรมที่เติบโต เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด ไม่ใช้มาตรการแบบเดียวกับทุกอุตสาหกรรม

ชงรัฐบาลใช้ Big Data ออกนโยบายตรงเป้า

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญของ กกร. คือ การยกระดับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของประเทศให้มีความทันสมัย ครบถ้วน และตรวจสอบได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ

กกร.เสนอให้นำข้อมูลจากแบบ รง.8 ซึ่งเป็นข้อมูลการผลิตของโรงงานทั่วประเทศ มาต่อยอดสู่การวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรม การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ระดับ Local Content โครงสร้างแรงงาน และห่วงโซ่อุปทาน

ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการได้ตรงกลุ่มมากขึ้น ทั้งด้านการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand : MiT) การช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่กำลังชะลอตัว ตลอดจนการใช้ทรัพยากรด้านการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

ดัน Open Government เชื่อมข้อมูลทั้งประเทศ

กกร.ยังเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน หรือ Connect the Dots เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลกลางที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถใช้งานร่วมกันได้

แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้จำแนกกลุ่มเปราะบางได้ละเอียดขึ้น การตรวจสอบการใช้นอมินี การอุดช่องโหว่กฎหมาย การป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ การแก้ไขปัญหาทุนสีเทา เศรษฐกิจนอกระบบ ตลอดจนการติดตามเม็ดเงินที่หลุดออกจากระบบเศรษฐกิจ

กกร.มองว่า การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐผ่านระบบออนไลน์จะเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปประเทศตามแนวคิด Reinvent Thailand และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศในระยะยาว

หนุน EEC เป็นต้นแบบ One Stop Service

อีกข้อเสนอหนึ่งคือ การผลักดันพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ผ่านระบบ One Stop Service ภายใต้พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการอนุญาตของภาครัฐ

กกร.เห็นว่า หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้จริง จะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจ เพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติ และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ

พร้อมหนุน 5 ยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่

กกร.ประกาศสนับสนุนการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้แก่ 1. Investment & Industry Transformation Hub 2. AI & Digital Hub 3. Green Economy 4. Financial Hub และ 5. Medical Hub

โดยมองว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่อาเซียนจะเพิ่มขึ้นกว่า 544,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2578 ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำคัญ

สอดคล้องกับตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับดีขึ้น แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยสามารถเปลี่ยนกระแสการลงทุน และการส่งออกที่ขยายตัว ให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการพัฒนา Local Content การเชื่อมโยงฐานข้อมูลของประเทศ และการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์