วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

รัฐบาลมีเป้าหมายใช้การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน 

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลได้มีการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 3 ส่วนสำคัญได้แก่

1.ผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 3% ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป เทคโนโลยีขั้นสูง Future Mobility สุขภาพ และการแพทย์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจการค้า เพื่อผลักดันไทยสู่เป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

2.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยเร่งพัฒนาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

3.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศเข้าใกล้ 30% ของ GDP โดยเร่งลงทุนภาคเอกชนควบคู่การลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การวางเป้าหมายการลงทุนรวมของประเทศทั้งภาครัฐ และเอกชนให้ได้ 30% ของ GDP เป็นเป้าหมายสำคัญต้องผลักดันเพื่อให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง และมีสัดส่วนเทียบเท่าก่อนต้มยำกุ้ง 

รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

ทั้งนี้กุญแจสำคัญอยู่ที่การดึงเงินลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว 3% ขึ้นไป โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศปี 2569 อยู่ที่ 22.9% แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 6.1% และการลงทุนภาคเอกชน 16.8% 

รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

  • ดันสัดส่วนลงทุนเอกชนแตะ 24% 

รวมทั้งการจะทำให้เป้าหมายการลงทุนรวมของประเทศสำเร็จที่ระดับ 30% ต้องเร่งสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยวางเป้าหมายการทำงานผลักดันการลงทุนภาคเอกชนไม่ต่ำกว่า 24% ของ GDP ส่วนภาครัฐการลงทุนจะรักษาระดับ 6% ของ GDP เนื่องจากภาครัฐมีภาระ และข้อจำกัดงบประมาณ การลงทุนส่วนใหญ่ในอนาคตต้องเป็นการลงทุนภาคเอกชน

สำหรับโครงสร้างการลงทุนรวมภาครัฐ และเอกชนอยู่ที่ 22-23% รัฐบาลประเมินว่าภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ ภาครัฐผลักดันการลงทุนได้เต็มที่เพียง 6% ของ GDP 

ดังนั้นโจทย์สำคัญต้องดึงการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้นเป็น 24% ของ GDP โดยความท้าทายอยู่ที่การหา FDI และการลงทุนรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เงินงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน (PPP) เข้ามาเสริม 

"หากภาคเอกชนมีความเชื่อมั่น และขยายการลงทุนตามเป้าหมายสัดส่วน 24% ซึ่งเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง จะเป็นแรงส่งสำคัญให้ GDP เติบโตสูงกว่า 3% หรืออาจแตะระดับ 4% ได้ในอนาคต” นายดนุชา กล่าว

  • ชี้ความต่อเนื่องนโยบายเป็นกุญแจสำคัญ

นายดนุชา กล่าวว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนภาคเอกชนที่สัดส่วน 24% รัฐบาลต้องมุ่งเน้นกลยุทธ์หลัก 2 ประการ ได้แก่ 

1.การสร้างโอกาสการลงทุน (Opportunity to Invest) โดยรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นภาพชัดเจนว่าประเทศเดินไปทิศทางใด เพื่อให้เอกชนเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ 

ทั้งนี้ มีปัจจัยการสร้างความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) โดยมุ่งเน้นความต่อเนื่องของนโยบาย และที่สำคัญต้องปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบ (Law and Regulation) ให้เอื้อการลงทุน ลดขั้นตอนยุ่งยากของระบบราชการ และต้องไม่มีปัญหาคอร์รัปชัน

2.การกำหนดสัดส่วนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 8 กลุ่ม มีการกำหนดเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ย 5% รวมสัดส่วน 42.7% ของ GDP เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักสร้างการเติบโต 

พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เช่น Investment Hub และกลุ่ม New Investment Engine เพื่อทำงานเชิงรุกดึงอุตสาหกรรมใหม่มาลงทุน อาทิ อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งนอกจากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วยังสร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศระยะยาว

  • กำหนดสัดส่วนการลงทุน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม

ส่วนการกำหนดเป้าหมายการเติบโตของลงทุน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่

1.อุตสาหกรรม Future Mobility 7%

2.อาหารแปรรูป 6%

3.อุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี 6%

4.อุตสาหกรรมสุขภาพ 6%

5.อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 5%

6.การค้าและการบริการ 5%

7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3%

8.อุตสาหกรรมเกษตร 2%

สำหรับคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ มีหน้าที่พิจารณา และเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคด้านการลงทุน และติดตามผลการดำเนินมาตรการ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อผลักดันนโยบายด้านการลงทุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ดึงบิ๊กเนมธุรกิจร่วมขับเคลื่อนการลงทุน

นอกจากนี้ การทำงานของคณะอนุกรรมการชุดนี้นอกจากมีนายเอกนิติ เป็นประธาน และมีข้าราชการระดับสูงเป็นกรรมการ ยังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยดึงเอกชน และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ดึง FDI ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ ได้แก่

1.นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

2.นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

3.นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

4.นายปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

5.นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

6.นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน

7.นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

8.นางลัษมณ อรรถาพิธ ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

  • เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ พลิกประเทศ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในฐานะอนุกรรมการ และเลขานุการ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อยกระดับไทยสู่ฐานการลงทุน และเศรษฐกิจแห่งอนาคต ประกอบด้วย

1.Investment and Industry Transformation Hub ยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่สร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอน และระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตธุรกิจ พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต 

อีกทั้งยกระดับทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล และ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต 

นอกจากนี้ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้า Supply Chain อุตสาหกรรมระดับโลก และเพิ่มสัดส่วน Local Content ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งใช้เครื่องมือการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ และมาตรการภาษี ควบคู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย

ดึงลงทุนดิจิทัล 1 แสนล้านภายในปี 2570

2.AI & Digital Hub ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง AI ผ่านการดึงดูดการลงทุน AI, Semiconductor, Chip Design ตั้งเป้าดึงการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 5% ของ GDP 

พร้อมพัฒนา Ecosystem ด้าน AI ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมนำ AI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่

3.Green Hub โดยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงลงทุนพลังงานสะอาด และพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว 

พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือการเงินสีเขียว เพื่อช่วยภาคธุรกิจไทยแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

ชูไฟแนนซ์เชียลฮับรับโลกป่วน

4.Financial Hub ใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางบริการการเงินภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง 

พร้อมยกระดับบทบาทตลาดทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัป และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเติบโตระดับโลก (National Champions) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกในการระดมทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

เพื่อรับโอกาสหลังสถาบันการเงิน และบริษัทด้านการเงินในตะวันออกกลางต้องการออกมาลงทุนภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะความต้องการลงทุนไทยที่มากขึ้น เนื่องจากมองหาโอกาสลงทุนในพื้นที่รองรับ และมีความปลอดภัยในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์มากกว่า 

5.Medical Investment Hub โดยยกระดับไทยสู่ฐานการผลิต และศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัย และพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง 

พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้า Supply Chain การแพทย์ระดับโลก ผลักดันสัดส่วน Local Content การผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์การแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพในประเทศ เพื่อยกระดับสู่ฐานผลิต และศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์