ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) หรือ “EECO” เปิดเผยว่า ขณะนี้ EECO อยู่ระหว่างขั้นตอนการออกประกาศยกระดับสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยจะเสนอคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน
"คาดว่าหากธิประโยชน์ดังกล่าวได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากครม. จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า100,000 ล้านบาท จาก8โครงการนำร่องที่ได้ยื่นขอสิทธิประโยชน์ต่อ กพอ. ก่อนหน้านี้"
สำหรับการยกระดับสิทธิประโยชน์การลงทุนในส่วนของ EECO มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่นักลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการลงทุน โดยเน้นการอำนวยความสะดวกผ่านระบบบริการ วันสต็อปเซอร์วิส (One Stop Service) ที่จะให้คำแนะนำแก่นักลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ เพื่อวิเคราะห์ว่าลักษณะโครงการมีความเหมาะสมกับพื้นที่ใดใน EEC
อีกทั้ง ช่วยดูแลและติดตามขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่าง ๆ เช่น ใบอนุมัติการก่อสร้างและการตั้งโรงงาน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มดำเนินกิจการได้จริงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำเรื่อง "ความยืดหยุ่น" ของการพิจารณาว่า จะให้อำนาจคณะกรรมการฯ อนุมัติสิทธิประโยชน์เป็นรายโครงการ หรือที่เรียกว่าการกำหนดสิทธิประโยชน์เฉพาะราย (Tailor-made Incentives) แทนการใช้รูปแบบเดียวกันกับทุกบริษัท
โดยคณะกรรมการฯ จะประเมินจากความคุ้มค่าของการยกเว้นหรือการลดหย่อนภาษี จากการเปรียบเทียบผลประโยชน์และรายได้ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศไทยเป็นสำคัญ
สำหรับรายละเอียดของแพ็คเกจดึงดูดการลงทุน ประกอบไปด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านการเงินและภาษีแก่ผู้มาลงทุน ซึ่ง สกพอ. ได้ประสานงานร่วมกับกรมสรรพากรและกรมศุลกากรในการบูรณาการ โดยนำเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 17%
ต่อมาคือการสนับสนุนเรื่องบุคลากรและการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ โดยจะให้สิทธิประโยชน์ผ่าน อีอีซีวีซ่า (EEC Visa) รวมถึงออกใบอนุญาตทำงานให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรระดับบริหาร ผู้ชำนาญ ที่จะเข้ามาปฏิบัติงานในโครงการลงทุนพื้นที่ EEC รวมถึงคู่สมรส และบุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะ ช่วยอำนวยความสะดวกให้การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีความตั้งใจจะให้หลักการและสิทธิประโยชน์จากแพ็คเกจส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวมีความต่อเนื่องและได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับแพ็คเกจดังกล่าว ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 พ.ค. 2567 สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เคยมีมติรับทราบในหลักการตามที่ EECO เสนอ เกี่ยวกับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ หรือ EEC Visa มาก่อนแล้ว
โดยในครั้งนั้นที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้ EECO เดินหน้าพิจารณาแนวทางการมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561พร้อมทั้งให้นำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการดำเนินงาน
“ก่อนหน้านี้เราใช้เวลาและให้ความสำคัญกับเรื่องกฎหมายมาก แต่หลังจากการพูดคุยกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องภาษี เรื่องแรงงาน และอื่น ๆ จนแน่ใจแล้ว ก็คิดว่าคงถึงเวลาที่จะต้องผลักดันเรื่องสิทธิประโยชน์อย่างจริงจัง เพื่อทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้จริง” ดร.จุฬา กล่าว



