วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ SME ไทยยุคดิจิทัล จี้รัฐฉีดวัคซีน AI ดันธุรกิจรอดระเบียบโลกใหม่

ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกใหม่ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงและเผชิญกับความท้าทายจากสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ ระเบียบโลกใหม่ที่ผันผวน รวมถึงวิกฤติโลกเดือดและภัยพิบัติธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ

ไทยร่วงอันดับ 39 โลก เป็นผู้ใช้มากกว่าผู้สร้าง

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช อดีตประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จากการจัดอันดับ IMD World Digital Competitiveness Ranking 2025 พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 39 ของโลกจาก 69 ประเทศ ในด้านความสามารถในการแข่งขันดิจิทัล ขณะที่ในระดับภูมิภาค ไทยอยู่ในอันดับ 10 ของเอเชียแปซิฟิก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย 

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งด้านฐานกำลังคนสายวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือช่องว่างทางนวัตกรรม ที่สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงเป็นผู้ใช้ดิจิทัลมากกว่าการเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีใหม่ด้วยตนเอง โดยประเด็นที่ต้องเร่งปรับปรุงคือ การลงทุนวิจัยและพัฒนาจากภาคเอกชน (AI Private Investment) จำนวนบทความวิชาการด้าน AI (AI Articles) และการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI-related Patent Publication) ขณะที่กฎระเบียบภาครัฐยังต้องให้ความสำคัญกับ Cybersecurity, PDPA และลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จากข้อมูลการศึกษาของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่เปรียบเทียบกรอบการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล (Digital Transformation) 5 ด้าน ระหว่างปี 2568 และปี 2569 (คะแนนเต็ม 4) พบว่า เอสเอ็มอีมีการเปิดรับและยกระดับขึ้นในทุกด้าน แต่ส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในระดับพื้นฐานเนื่องจากข้อจำกัดด้านกลยุทธ์ เทคโนโลยี และทักษะบุคลากร 

จากการเปรียบเทียบพบข้อมูลที่น่าสนใจ แบ่งออกเป็น 

  • ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ขยับจาก 1.1 เป็น 1.4 
  • ด้านการติดต่อซัพพลายเออร์/ผู้ขาย ขยับจาก 1.6 เป็น 1.8
  • ด้านการจัดการกระบวนการผลิต ขยับจาก 1.2 เป็น 1.3
  • ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ขยับจาก 1.1 เป็น 1.2
  • ด้านการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ ขยับจาก 0.7 เป็น 1.0 (ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุด)

ประโยชน์ AI "SME" มองหา "ความเร็ว-รายได้เพิ่ม"

นายแสงชัย กล่าวว่า สำหรับผลการประเมินนั้นพบว่า มีเอสเอ็มอีจำนวน 65.3% ที่เห็นผลลัพธ์จากการใช้ AI และดิจิทัลอย่างชัดเจน ในขณะที่จำนวน 28% ยังไม่เห็นผล และอีก 6.7% มองว่าใช้แล้วไม่เกิดประโยชน์ 

สำหรับกลุ่มที่ประสบความสำเร็จระบุถึงประโยชน์สำคัญที่ได้รับ ได้แก่ ความสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน (15.4%), เพิ่มช่องทางการขายและรายได้ (12.8%), ประสิทธิภาพสต็อกและบริหารสินค้า (11.9%), ปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ (10.3%) และการเข้าถึงตลาดใหม่และลูกค้าใหม่ (10.2%)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงแผนการลงทุนในอนาคต พบว่าเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยมีเพียง 16.5% ที่มีแผนลงทุนเพิ่มเติมชัดเจน ขณะที่ส่วนใหญ่ 38.9% ระบุว่าแผนลงทุนขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ ส่วน 29.2% เลือกที่จะคงระดับการลงทุนเดิมไว้ และ 15.4% ระบุว่าไม่มีแผนการลงทุน

จี้รัฐส่งมอบ “ปัญญาประดิษฐ์” เป็นอาหารจานหลัก

นายแสงชัย กล่าวต่อว่า ในอนาคตเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จะไม่ใช่เพียงออเดิร์ฟหรืออาหารเสริมสำหรับเอสเอ็มอีอีกต่อไป แต่ต้องเป็นอาหารจานหลัก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจอยู่รอดจากวิกฤตพลังงาน สงครามการค้า และภัยพิบัติธรรมชาติ

ดังนั้น ในส่วนของข้อเสนอแนะต่อภาครัฐคือต้องเร่งส่งเสริม AI Literacy และยกระดับพลเมืองสู่ระดับ AI Citizenship เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานทักษะสูง ผ่านมาตรการสนับสนุนเชิงรุก ประกอบด้วย

1. ด้านการเงิน สนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี 2. โครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล 3. ระบบพี่เลี้ยง พัฒนากลไกที่ปรึกษาด้าน AI ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละธุรกิจ 4. ธรรมาภิบาล รัฐต้องนำการเปลี่ยนแปลงอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อส่งมอบปัญญาให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง

"การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) และการฉีดวัคซีน AI จะเป็นตัวช่วยสำคัญให้เอสเอ็มอีไทยรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน" นายแสงชัย กล่าว