ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-SERVE GROUP รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า พลวัตเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. จนถึงปัจจุบันได้รับความบอบช้ำจากวิกฤติพลังงานส่งผลกระทบราคาสินค้าพุ่งสูงโดยเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริโภค
ต้นเหตุเกิดจากความขัดแย้งสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่านจนกลายเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถึงแม้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกหลังมีการรบรอบใหม่ราคาพุ่งสูงแต่ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมราคาลดลง ราคาน้ำมันหน้าปั๊มช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ขยับตัวส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลตึงราคาแก๊สโซฮอร์ E20 ล่าสุดใช้เงินกองทุนลิตรละ 6.04 บาทและน้ำมันดีเซล B7 ลิตรละ 7.63 บาท
ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบมากกว่า 65,700 ล้านบาท ถึงแม้ราคาน้ำมันขยับลงค่อนข้างมากแต่ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงยากที่จะกลับมาเหลือเท่าเดิมทิ้งบาดแผลเงินเฟ้อไว้ให้คงอยู่ (Inflation Pain Point)
สภาวะขณะนี้คือเงินสุทธิในกระเป๋าหรือ Net Income ของครัวเรือนลดลงกระทบต่อกำลังซื้อหดตัว เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคารแม้แต่ร้านค้าหรือห้างดังคนเงียบหาย ผลที่ตามมาจากเศรษฐกิจที่ซึมคือกำไรที่มีน้อยนิดอยู่แล้วกลับหดตัวหรือติดลบเกิดในสภาวะ “Profit Squeeze” คือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายลดแต่ต้นทุนพุ่งสูงนำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งระดับครัวเรือนและธุรกิจโดยเฉพาะรายย่อยเป็นปัจจัยทำให้หนี้เสียหรือ NPL มีแนวโน้มสูงขึ้นธุรกิจ SMEs ค่าเฉลี่ยร้อยละ 9.5 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบสินเชื่อ 2.95%
สถานการณ์ขณะนี้ เริ่มมีสัญญาณว่าวิกฤติพลังงานโลกน่าจะมาถึงจุดต่ำสุดแต่ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากสงครามตะวันออกกลางมีท่าทีอาจขยายวงไปประเทศจอร์แดน อียิปต์และสหรัฐอเมริกาโจมตีประเทศอิรักเพราะเป็นฐานให้กับกลุ่มกบฏฮูติ
อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแต่ละภาคส่วนแตกต่างกันที่เรียกว่า “K Shaped Economic Recovery” กล่าวคือภาคธุรกิจการฟื้นตัวแตกต่างกันไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มได้แก่
กลุ่มแรก “Business Expanded” กลุ่มธุรกิจขยายตัวได้ดี วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบกลับเป็นบวก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกและธุรกิจในโซ่อุปทานช่วงครึ่งปีขยายตัวเป็นประวัติการณ์ถึง 17.57% เทียบกับปีพ.ศ. 2568 ขยายตัว 13.13% กลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวถึง 21.6% ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหดตัว
กลุ่มสอง “Consistent Cluster” เป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่คงที่คงวาหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ธุรกิจในกลุ่มนี้ที่เห็นชัดเจนคือค้าขายกับราชการ-องค์กรรัฐ ธุรกิจด้านสุขภาพ-รักษาพยาบาล-การศึกษาหรือทำธุรกิจกับบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน
กลุ่มสาม “Struggling Business” กลุ่มธุรกิจที่กำลังดิ้นรนหาทางรอด วิกฤตพลังงานโลกเป็นภัยคุกคามรุนแรงยอดขายตกต้นทุนพุ่งสูงไม่สามารถส่งต่อต้นทุนหรือได้เพียงส่วนน้อย กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่จำหน่ายในประเทศกำลังการผลิตลดลงสต็อกสูงประสบปัญหาสภาพคล่องหรือเป็นอุตสาหกรรม-บริการตกยุคหมดสมัยถึงแม้ไม่มีวิกฤตก็ไปเกือบไม่รอด
ดัชนีชี้วัดสภาวะเศรษฐกิจที่ชัดเจนคือตลาดแรงงานไม่มีสัญญานการว่างงาน ข้อมูลเดือนมิถุนายนอัตราการว่างงานของประเทศ 0.9% เป็นอัตราที่ต่ำผู้มีงานทำ (ม.ค./มิ.ย.) เพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคนหรือ 2.2% แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้นเกือบ 2.0 ล้านคนและแรงงานประกันสังคมมาตรา 33 อยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดแรงงานนอกจากไม่ลดลงกลับขยายตัวขณะที่ข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุว่าการเก็บภาษีรายได้รัฐช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณเก็บได้มากกว่าที่ประมาณการ 2.4%
ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกเป็นนัยว่าเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมามีภูมิคุ้มกันสามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกได้ดีแต่ไส้ในมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเกี่ยวข้องกับสงครามตะวันออกกลางไม่รู้ว่าจะจบกันอย่างไร เกี่ยวข้องกับความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหารวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การขาดสภาพคล่องและงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง
ขณะที่จำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนต้องการเงินสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก ปัญหาสำคัญคือสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจจะหาทางออกอย่างไรเป็นความท้าทายค่อนข้างสูง



