การดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศเป็นสิ่งที่รัฐบาลของแทบทุกประเทศในโลกพยายามจะดึงการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศ เพราะการลงทุนที่เข้ามาไม่ได้หมายถึงการเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนทรงตรง (FDI) แต่ยังหมายถึงโอกาสในการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
ในอดีตประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยใช้มาตรการทางภาษีในการลด หรือละเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้บริษัทที่เข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตามตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มีการบังคับใช้มาตรการที่เรียกว่าการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลกที่เรียกว่า “‘Global Minimum Tax’” กำหนดให้บริษัทข้ามชาติที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร จะต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกในอัตรา 15% โดยหากประเทศที่บริษัทต่างๆมีการลงทุนไม่เก็บภาษี
ส่วนนี้บริษัทแม่ที่ต้นทางมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกัน มาตรการนี้จึงทำให้มาตรการทางภาษีไม่ใช่เครื่องมือที่สร้างข้อได้เปรียบในการดึงดูดการแข่งขันของประเทศต่างๆอีกต่อไปเนื่องจากบริษัทต่างๆยังต้องเสียภาษีส่วนต่างคืนให้กับประเทศแม่หรือเสียให้กรมสรรพากรไทยตามเกณฑ์สากล
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการคิดค้นมาตรการต่างๆเพื่อสร้างแรงจูงใจในการดึงการลงทุน รวมทั้งอยู่ระหว่างผลักดันมาตรการที่เรียกว่า มาตรการเครดิตเครดิตภาษีที่ขอคืนได้ (Qualified Refundable Tax Credit) หรือ “QRTC” โดยที่ผ่านมาภาคเอกชนบางรายได้สะท้อนว่ามาตรการนี้ถือว่ามีความล่าช้า และยังขาดมาตรการที่ชัดเจน ที่จะสร้างแรงจูงใจต่อนักลงทุนได้เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้การลงทุนใหม่ย้ายไปยังประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่าบีโอไออยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังในการออกมาตรการ QRTC เพื่อให้บริษัทนิติบุคคลที่มีการลงทุนในประเทศไทย แล้วเสียภาษี 15% สามารถนำเงินลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาบุคลากร หรือการลงทุนสีเขียว มาแลกเป็นเครดิตภาษีแทนเงินสดได้
โดยมาตรการนี้จะเน้นไปที่กิจกรรมที่สร้างคุณค่าสูงและช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศไทย ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาบุคลากรและทักษะแรงงาน การลงทุนเพื่อลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือการลงทุนสีเขียว (Green Investment) และการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย เป็นต้น โดยขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อออกมาตรการนี้ คาดว่าจะสามารถนำมาใช้ได้ภายในปี 2570
“ภายใต้มาตรการ QRTC บริษัทสามารถนำเม็ดเงินที่ลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีมาขอยืนยัน หรือEndorse กับทางบีโอไอ ได้เมื่อผ่านการรับรองแล้ว กรมสรรพากรจะออกเครดิตภาษีให้ เพื่อนำไปใช้ จ่ายแทนเงินสด ในการชำระภาษี เช่น หากบริษัทต้องเสียภาษี 200 ล้านบาท แต่มีเครดิต QRTC อยู่ 100 ล้านบาท ก็สามารถใช้เครดิตนั้นจ่ายแทนได้และชำระเพิ่มเพียงส่วนต่างเท่านั้น” นายนฤตม์กล่าว



