วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผ่าวิกฤตนม อ.ส.ค. 68 ล้านกล่อง ลุยสังคายนา ‘นมโรงเรียน’

ปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโคนมไทยกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งเมื่อองค์กรหลักของรัฐอย่าง องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสต็อกผลิตภัณฑ์นมกล่องค้างคลังปริมาณมหาศาลกว่า 1.9 ล้านหีบ หรือคิดเป็นปริมาณสูงถึงกว่า 68 ล้านกล่อง ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังจะทยอยหมดอายุลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ วิกฤตการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะนมสดล้นตลาดที่ อ.ส.ค. แบกรับมาอย่างยาวนาน แต่ยังตอกย้ำถึงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและภาระหนี้สินสะสมขององค์กรที่มีมูลค่าสูงกว่า 4,500 ล้านบาท ส่งผลให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งกางแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน ทั้งการระบายสินค้า การดึงนวัตกรรมมาแปรรูป ควบคู่ไปกับการเตรียมเสนอปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ระดับนโยบายเพื่อผ่าตัดโครงสร้างธุรกิจนมทั้งระบบอย่างยั่งยืน

ผ่าวิกฤตนม อ.ส.ค. 68 ล้านกล่อง ลุยสังคายนา ‘นมโรงเรียน’

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายจากการหมดอายุของผลิตภัณฑ์นมว่า ภาครัฐได้บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” เพื่อเร่งกระจายนมกล่องล็อตดังกล่าวให้ออกสู่มือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด

กลไกหลักในการกระจายสินค้า ได้รับความร่วมมือจาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการแจกจ่ายและกระจายนมสดคุณภาพดีไปยังกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเด็ก นักเรียน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายสินค้าออกจากคลังสินค้าได้รวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการบริโภคนมและสร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่ประชาชนอีกทางหนึ่ง

ผ่าวิกฤตนม อ.ส.ค. 68 ล้านกล่อง ลุยสังคายนา ‘นมโรงเรียน’

นอกจากมาตรการกระจายสินค้าโดยตรงแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ผนึกกำลังกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อนำผลิตภัณฑ์นมส่วนหนึ่งไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายอายุการใช้งาน ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและคุ้มค่าที่สุด ก่อนที่สินค้าจะหมดอายุลง

ต้นตอของวิกฤตสต็อกนมล้นในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการบริหารจัดการการขาย แต่มีสาเหตุมาจากบทบาทหน้าที่ของ อ.ส.ค. ในฐานะหน่วยงานรัฐที่ต้องรับภาระเป็น “ฟูกรองรับ” ในการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้เกษตรกรต้องเดือดร้อน

ที่ผ่านมา เมื่อเกิดภาวะน้ำนมดิบส่วนเกินในระบบ อ.ส.ค. จำเป็นต้องรับซื้อน้ำนมสดเหล่านั้นเข้าสู่โรงงานแปรรูปเกินกว่ากำลังการผลิตและการตลาดปกติ ส่งผลให้เกิดการสะสมของผลิตภัณฑ์นมกล่องในคลังสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับสภาวะการแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์ที่มีความรุนแรง รวมถึงข้อจำกัดด้านสิทธิและโควตาการจำหน่าย ทำให้ อ.ส.ค. ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก จนมีภาระหนี้สินค้างสะสมสูงถึงกว่า 4,500 ล้านบาทในปัจจุบัน 

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและช่วยให้ อ.ส.ค. สามารถกลับมายืนได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว นายวัชระพล ระบุว่า ในการประชุม คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมยื่นข้อเสนอสำคัญเพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์เชิงนโยบาย 2 ด้านหลัก ได้แก่

ผ่าวิกฤตนม อ.ส.ค. 68 ล้านกล่อง ลุยสังคายนา ‘นมโรงเรียน’

การทบทวนโครงสร้างราคาน้ำนมและผลิตภัณฑ์นม: เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตจริงในปัจจุบันทั้งฝั่งเกษตรกรและผู้แปรรูป สร้างความเป็นธรรมและสะท้อนกลไกตลาดที่ถูกต้อง

การจัดสรรโควตาโครงการนมโรงเรียนใหม่: กระทรวงเกษตรฯ จะชี้ให้ที่ประชุมเห็นถึงความจำเป็นในการช่วยเหลือ อ.ส.ค. โดยเสนอให้มีการจัดสรรสัดส่วนโควต้านมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจและสถานการณ์ความเป็นจริงของ อ.ส.ค.

หากที่ประชุม Milk Board เห็นชอบให้มีการเพิ่มโควต้านมโรงเรียนให้แก่ อ.ส.ค. ในสัดส่วนที่เหมาะสม ย่อมเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหานมล้นคลังได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากโครงการนมโรงเรียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีความต้องการแน่นอน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และช่วยให้ อ.ส.ค. มีศักยภาพในการนำรายได้ไปทยอยชำระภาระหนี้สินสะสม 4,500 ล้านบาทให้ลดลงได้ตามลำดับ

วิกฤตนมกล่อง 68 ล้านกล่องในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมนมไทยไม่อาจพึ่งพาเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการระบายสต็อกเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการประสานงานบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งการใช้เทคโนโลยีแปรรูปเพื่อสร้างนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ การขยายตลาดไปต่างประเทศ และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นและเป็นธรรม

ความเคลื่อนไหวในการประชุม Milk Board ในเดือนสิงหาคมนี้ จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งของทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะผลการตัดสินใจไม่เพียงแต่จะชี้ชะตารอดของ อ.ส.ค. เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและอนาคตของอุตสาหกรรมโคนมไทยทั้งระบบอีกด้วย