“คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตนัดประชุมนัดแรกในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ เร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2569/70 ทั้งการเยียวยาระยะสั้นผ่านข้อเรียกร้องค่าบริหารจัดการไร่ละ 1,000–2,000 บาท (ไม่เกิน 30 ไร่) ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การวิจัยปฏิรูปพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตสูง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ การจัดสรรน้ำชลประทานตรงปฏิทินเพาะปลูก และการดึงเทคโนโลยีฝนหลวง AR23 มาเสริมความมั่นคงทางน้ำ เพื่อสรุปเป็นชุดนโยบายเสนอ นบข. ชุดใหญ่อนุมัติต่อไป
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเวลาก้าวสู่ฤดูเพาะปลูกปีการผลิต 2569/70 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างยิ่ง เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ให้เข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในส่วนของ “คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต” โดยจะหารือนัดแรกในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ เพื่อถกวาระเร่งด่วน ทั้งการประเมินปริมาณผลผลิต การบริหารจัดการน้ำ ชูการพัฒนาพันธุ์ข้าวความหวังใหม่ รวมถึงการพิจารณาข้อเรียกร้องบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างเรื่องค่าบริหารจัดการไร่ละ 1,000–2,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐกำลังพยายามเชื่อมโยง “การช่วยเหลือระยะสั้น” เข้ากับ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว” เพื่อยกระดับชีวิตชาวนาไทยให้รอดพ้นจากกับดักหนี้สินและสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทายในฤดูกาลใหม่นี้ คือต้นทุนการผลิตที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทั้งราคาปุ๋ย เคมีเกษตร และค่าแรงงาน ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ข้อเรียกร้องเรื่องเงินช่วยเหลือค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าว ไร่ละ 1,000 ถึง 2,000 บาท สูงสุดไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ที่ประชุมอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม การแจกจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการสร้างความยั่งยืน นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เน้นย้ำถึงวาระการ “ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปสู่สินค้าเกษตรอื่น” สำหรับพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หรือพื้นที่นอกเขตชลประทาน เพื่อลดปริมาณข้าวส่วนเกินในตลาดช่วงที่ผลผลิตทะลัก และช่วยเพิ่มรายได้ต่อไร่ให้แก่เกษตรกรผ่านพืชทางเลือกที่มีมูลค่าสูงกว่า
การขับเคลื่อนนโยบายข้าวรอบนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้วาง 3 เสาหลักในการยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนี้
การปฏิรูปวิจัยพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิต 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ปัญหาหลักของชาวนาไทยในอดีตคือผลผลิตต่อไร่ (Yield) ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม การตั้งเป้าหมายวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตสูงไม่ต่ำกว่า 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานโรคและแมลง รวมถึงทนต่อสภาพอากาศแปรปรวน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดต้นทุนต่อหน่วยของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง
การบริหารจัดการน้ำชลประทานให้สอดรับกับฤดูเพาะปลูก น้ำคือปัจจัยชี้ขาดของเกษตรกรรม การประสานงานระหว่างกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดสรรน้ำให้ตรงกับปฏิทินการเพาะปลูกจริงของแต่ละพื้นที่ จะช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตข้าวโดยตรง
เทคโนโลยีและฝนหลวงเสริมความมั่นคงทางน้ำ ในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ของประเทศ การนำนวัตกรรมอย่าง “สารฝนหลวงทางเลือก AR23” ที่สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) พัฒนาขึ้นมาใช้งานจริง เข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ ตอกย้ำว่าภาครัฐพร้อมใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์มาช่วยเติมน้ำต้นทุนในแปลงนาและบรรเทาความแห้งแล้งอย่างมีประสิทธิภาพ
การประชุมอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ จึงไม่เป็นเพียงแค่การหารือตามวาระธรรมดา แต่คือเวทีรวบรวมข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ สถิติการพยากรณ์ผลผลิต และเสียงสะท้อนจากเกษตรกรในพื้นที่จริง เพื่อนำมากำหนดเป็นชุดนโยบายการผลิตข้าวที่สมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่ออนุมัติกรอบงบประมาณและมาตรการขับเคลื่อนต่อไป
หากมาตรการทั้งหมดนี้ได้รับการอนุมัติและนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่จะช่วยชุบชีวิตเกษตรกรไทยให้มีสภาพคล่องและมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นในฤดูกาล 2569/70 เท่านั้น แต่ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมข้าวไทยกลับมาผงาดในฐานะครัวของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยสายพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้น และระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน



