นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ ได้ทยอยปรับอัตราภาษีนำเข้าหลายครั้ง จากระดับ 36% ในต้นเดือนเม.ย. 2568 ลดลงเหลือ 19% ในเดือนส.ค. 2568 จากนั้นปรับเป็น 10% ในเดือนก.พ. 2569
ล่าสุดขยับเป็น 12.5% ในเดือนก.ค.2569 ควบคู่กับอัตราภาษีศุลกากรปกติ (MFN) ขณะที่จำนวนสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,120 รายการ จากเดิมราว 471 รายการ สะท้อนทิศทางที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีควบคู่กับประเด็นการค้าและแรงงานมากขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า ขณะนี้ทีมไทยแลนด์มีความพร้อมสำหรับการเจรจาความตกลง Agreements on Reciprocal Tariff (ART) ระดับเทคนิคแล้ว เหลือเพียงรอสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กำหนดวันหารือ โดยเชื่อว่าหากเริ่มเจรจาจะสามารถสรุปผลได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากได้เตรียมข้อมูลและจุดยืนไว้ครบถ้วน "เป้าหมายของเราไม่ใช่การกดดันให้ได้ภาษีต่ำที่สุด แต่ต้องทำให้อัตราภาษีของไทยไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากเกินไป เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เราทำการบ้านกันหมดแล้ว ถ้า USTR เปิดการเจรจาระดับเทคนิคเมื่อใด เชื่อว่าการหารือจะจบได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์" นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ ทีมไทยแลนด์ยึดจุดยืน 3 ประเด็นที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้ในการเจรจา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ประชาชน และสิทธิของผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม
"สิ่งที่เราดูไม่ใช่แค่ตัวเลขภาษี แต่ต้องดูว่าประเทศคู่แข่งได้รับอัตราเท่าใด เราต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ ขณะเดียวกันเราจะไม่ก้าวข้าม 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกร ประชาชน และสิทธิของผู้ประกอบการ" นางศุภจีกล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับ 2 ประเด็นหลักที่สหรัฐฯให้ความสำคัญกับไทยมี 2 เรื่อง คือ 1.ความคืบหน้าด้าน Human Rights Due Diligence (HRDD) หรือการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานเพื่อป้องกันการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับใช้โดยตรง และ 2. ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งสหรัฐฯ อยู่ระหว่างติดตามผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว
โดยในประเด็นแรงงานภาคบังคับตามมาตรา 301 นั้น สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าไทยมีการใช้แรงงานบังคับ โดยประเด็นนี้ได้แจ้งสหรัฐแล้วว่า ไทยกำลังร่างกฏหมายดังกล่าว และมีแผนที่จะเสนอร่างต่อรัฐสภาในปีหน้า
ส่วนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ แล้วว่าภาคอุตสาหกรรมไทยมีอัตราการใช้กำลังผลิตอยู่ในระดับเหมาะสม ประมาณ 70-90 % และไม่มีอุตสาหกรรมใดต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวอ้าง จึงไม่เข้าข่ายตามข้อกังวลของสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนเมื่อใด
อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวก โดยบางกรณีภายใต้มาตรา 301 ไม่มีการกำหนดข้อห้ามเพิ่มเติมต่อการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกของไทย
นอกจากนี้ไทยยังมีสินค้าหลายกลุ่มที่ได้รับยกเว้นภายใต้กรอบ ART และ HRDD ครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหาร ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสินค้าคงทนบางประเภท ช่วยลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย
ปัจจุบัน ไทยได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว 2,120 รายการ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 471 รายการ คิดเป็น 61.50 % ของรายการสินค้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 56,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 50 % ของมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ ครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบ อากาศยาน อุปกรณ์การแพทย์ และสินค้าอื่น ๆ ถือเป็นผลสำเร็จสำคัญของการเจรจาที่ช่วยลดผลกระทบต่อภาคส่งออก
หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง ระบุว่า อัตราภาษีของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 12.5% อยู่ในระดับเดียวกับเวียดนาม ซึ่งยังสามารถแข่งขันกันได้ ขณะที่จีนมีอัตราสูงกว่า ส่วนมาเลเซียและอินโดนีเซียอยู่ที่ 10% เนื่องจากสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ แล้ว
สำหรับการดำเนินงานของทีมไทยแลนด์ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางดำเนินการ 4 ด้าน เพื่อสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐฯ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ได้แก่
1.เร่งผลักดันกฎหมาย HRDD ให้ครอบคลุมสินค้าที่ผลิตในไทยมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับมาตรฐานไทยให้สอดคล้องหลักสากล
2.เร่งสรุปข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางการค้าแบบทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
3.สนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทยในสหรัฐฯ เพื่อสร้างการจ้างงานและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
4.ผลักดันการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Joint Statement on Framework for ART โดยเน้นสินค้าที่ไทยผลิตไม่ได้หรือผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ เพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้า
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ ART ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐาน HRDD อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุน และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในส่วนของการส่งออกปีนี้นั้นกระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับเพิ่มประมาณการใหม่ หลังจากช่วงต้นปีเคยประเมินว่าการส่งออกจะทรงตัวหรือเติบโตเพียงเล็กน้อย โดยล่าสุด ปรับฐานการเติบโตขึ้นเป็น 8% พร้อมกำหนดกรอบความผันผวนไว้ประมาณ บวกลบ 1-2% สะท้อนว่าการส่งออกไทยยังมีทิศทางที่แข็งแกร่ง และยังไม่กังวลว่ามาตรการของสหรัฐฯ จะกระทบต่อการส่งออกในปีนี้มากนัก
ทั้งนี้ ไทยยังได้เร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ ทำให้การส่งออกครึ่งปีแรกขยายตัวดี และมีโอกาสขยับอันดับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากเดิม


