วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความพร้อมในการรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาในทุกด้าน โดยขณะนี้เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการเร่งเจรจาให้ข้อตกลง Agreement of Reciprocal Trade หรือ ART ให้สำเร็จภายใต้ประโยชน์ร่วมที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากข้อตกลงนี้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะได้รับอัตราภาษีที่ 19% ตามที่เคยตกลงกันไว้ หรือจะต้องกลับไปเจอกับอัตราภาษีใกล้เคียงกับอัตรา 36% ตามที่สหรัฐฯ เคยประกาศไว้ในตอนแรก
นางศุภจี กล่าวว่า หากย้อนไปเมื่อเดือนเมษายน 2568 สหรัฐฯ ได้จัดอันดับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 11 และได้ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ประกาศเก็บภาษีไทยที่ 36% จากการคำนวณของสหรัฐฯ ทำให้คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น เดินทางไปเจรจา จนนำไปสู่การเคาะตัวเลขอัตราภาษีที่ 19% เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเจรจาเรื่อง ART ให้จบ
รวมทั้งต้องเจรจาในส่วนของรายการสินค้าภายใต้เอกสารแนบท้าย Annex III ด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาล ประกอบกับคณะรัฐมนตรีชุดต่อมาเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีระยะเวลาทำงานจำกัดเพียงประมาณ 4 เดือน การเจรจาเรื่อง ART จึงยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดกับกระทรวงต่าง ๆ อย่างเป็นกิจจะลักษณะ กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดของสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่ประธานาธิบดีใช้อยู่นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้ยุติการใช้ ทำให้สหรัฐหันไปใช้มาตรา 122 เก็บภาษีนำเข้า 10% เท่ากันทุกประเทศเป็นการชั่วคราวแทน ซึ่งมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วันจนถึงวันที่ 23 ก.ค.2569 เท่านั้น
เมื่อมาตรา 122 หมดอายุลง สหรัฐฯ จึงหันไปใช้กลไกตามมาตรา 301 ซึ่งแตกต่างจาก IEEPA ตรงที่ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งผู้ประกอบการ ภาคเอกชนของสหรัฐ และประเทศที่ถูกไต่สวน ก่อนที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐหรือ USTR จะรวบรวมนำเสนอต่อประธานาธิบดีและสภาคองเกรส โดยประเทศไทยถูกไต่สวนใน 2 ประเด็นหลัก คือเรื่องแรงงานบังคับ และเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ส่วนประเด็นทรัพย์สินทางปัญญานั้นไทยไม่ได้ถูกดำเนินการต่อ
นางศุภจี กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นแรงงานบังคับ ประเทศไทยถูกไต่สวนพร้อมกับ 60 ประเทศ และมีการสรุปผลเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยไทยได้ถูกประกาศเรียกเก็บอัตราภาษีที่ 12.5% ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 46 ประเทศที่ได้อัตรานี้ ขณะที่อีก 14 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ได้เซ็นข้อตกลง ART ไปแล้วได้รับอัตราที่ต่ำกว่าคือ 10% ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายดูแลเรื่องการบังคับใช้แรงงานอยู่แล้วภายในประเทศ
แต่สิ่งที่ยังขาดคือกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากกระบวนการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งจัดทำ โดยเป็นกฎหมายภายใต้การดูแลของกระทรวงยุติธรรม คือ การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) โดยมีกระทรวงแรงงานเป็นฝ่ายเลขา โดยต้องเร่งออกกฎหมายมาเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าที่นำเข้ามามีการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่มีการบังคับใช้แรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวจะพยายามผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
“อัตราภาษี 12.5% เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับนั้น ยังไม่ได้เก็บในทันที เพราะจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือใครก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่า USTR จะทำได้ 100% แต่เขามีหน้าที่รวบรวมความเห็นจากประเทศที่ถูกไต่สวนอย่างเช่นประเทศไทย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ รวบรวมมานำเสนอประธานาธิบดี นำเสนอสภาคองเกรส และจะออกมาว่าประเทศนี้จะได้กี่เปอร์เซ็นต์” รองนายกฯ ระบุ
ส่วนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังไม่มีการประกาศผลออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ฝ่ายไทยได้เดินทางไปชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ USTR ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.69 และอีกครั้งในช่วงวันที่ 13-15 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลเชิงสถิติยืนยันว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์จากยาง รวมถึงเครื่องจักรอุปกรณ์ของไทยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 75-95% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 60% ที่ถูกตั้งข้อสงสัย
อย่างไรก็ดีจากการหารือร่วมกับ USTR ก็ยอมรับว่าข้อมูลดังกล่าวของไทยเป็นข้อเท็จจริง แม้จะไม่มั่นใจว่าผลการพิจารณาสุดท้ายจะออกมาในทิศทางใด จึงยังต้องเดินทางไปหารือกับ USTR อีกครั้งก่อนที่จะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ
รองนายกฯ กล่าวว่า ในการเดินทางเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะเจรจาไทย ได้เข้าพบฝ่ายนโยบายระดับสูง เพื่อยืนยันความตั้งใจของไทยในการลดการขาดดุลการค้าตามข้อตกลงเดิม พร้อมนำข้อมูลการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐที่มีมูลค่าประมาณ 19.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และแผนการลงทุนเพิ่มเติมอีกเกือบ 20 รายไปนำเสนอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมีส่วนช่วยสร้างงานและรายได้ให้กับสหรัฐเช่นกัน
"เราไม่เหมือนมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะเรากับสหรัฐมีหลายเรื่องที่น่าจะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันได้มากกว่า เราพยายามบอกว่าบริบทและกฎหมายภายในเราต่างกัน เราจะมีจุดที่ไม่ยอมในบางเรื่องแต่บางเรื่องก็สามารถผ่อนปรนได้ และการเจรจาทั้งหมดก็ตั้งอยู่ในเงื่อนไขที่เป็นที่ตกลงกันได้ทั้งคู่ โดยส่วนหนึ่งก็มีเรื่องความมั่นคง หรือสินค้าเกษตร” รองนายก กล่าว
ส่วนของการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐตามข้อตกลงเดิม นางศุภจีระบุว่า ไทยพยายามขอปรับลดเป้าหมายบางรายการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น เช่น กรณีเครื่องบินที่เคยระบุไว้ 80 ลำอาจลดลงตามความเหมาะสม ขณะที่สินค้าเกษตรซึ่งเคยระบุว่าจะซื้อปีละ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามข้อตกลงเดิม เนื่องจากล่วงเลยมาถึงกลางปีแล้ว จึงอาจต้องขอแบ่งเป้าหมายออกเป็นระยะแทน ส่วนสินค้าประมงและอาหารทะเลยังอยู่ระหว่างการเจรจาต่อไป
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อจากนี้ไว้ 4 เรื่องสำคัญ นั่นคือ การเร่งผลักดันกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ การเจรจาสรุปข้อตกลง ART ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันสูงสุดโดยไม่ให้ไทยเสียเปรียบ การสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐตามกรอบเดิมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วภายใต้ Joint Statement โดยยืนยันว่ารัฐบาลดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอนของการเจรจา
“ทั้งหมดนี้ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว และก็เห็นด้วยทุกอย่างและให้สิทธิในการเจรจาโดยห้ามเกินเส้นแดงของเรา บางประเทศเขาอาจจะยอมไปหมดเพื่อให้จบแล้วค่อยไปล้มในสภาภายหลัง แต่การเมืองบ้านเราภาคประชาชนแรงมากเราจะยอมแบบนั้นไม่ได้” รองนายกฯ กล่าวทิ้งท้าย


