กระแสการลงทุนเทคโนโลยี AI ที่ต้องใช้การประมวลผลหน่วยความจำมหาศาลทำให้ขยายการลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ทั่วโลกเช่นเดียวกับไทยที่อนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2568 อนุมัติ 26 โครงการ มูลค่าการลงทุน 498,716 ล้านบาท และในปี 2569 อนุมัติไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่าการลงทุน 162,044 ล้านบาท
หลายประเทศมีกระแสต้านการลงทุนเพราะใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก โดยสหรัฐกำหนดให้ Data Center จ่ายค่าธรรมเนียมไฟฟ้าสูงกว่าอัตราปกติ ขณะที่ไอร์แลนด์กำหนดให้ผู้ลงทุนต้องช่วยจัดหาพลังงาน ส่วนสิงคโปร์กำหนดให้โครงการใหม่ต้องผ่านการคัดเลือกเข้มข้นและพิสูจน์ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ขณะที่ไทยชะลอการพิจารณา Data Center เพื่อกำหนดเกณฑ์การลงทุนใหม่ ซึ่งจะกำหนดความพร้อมโครงการและผลประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงการร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อจำกัดการลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ Data Center ที่ได้รับหนังสือยืนยันการใช้ไฟฟ้าแล้วมี 16 โครงการ ซึ่งไทยกำลังวางยุทธศาสตร์ใหม่ส่งเสริมการลงทุนกลุ่มนี้
ทั้งนี้ สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำยุทธศาสตร์ Data Center โดยมีคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ทำงานร่วมกับ BOI สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นผลประโยชน์โดยรวมต่อประเทศ
สำหรับการพิจารณาการลงทุน Data Center จะไม่เน้นมูลค่าหรือโครงการจำนวนมาก แต่ให้ความสำคัญคุณภาพ 4 มิติ ได้แก่
1.ด้านไฟฟ้าและการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น
2.ด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อให้บริหารจัดการได้และไม่แย่งน้ำชุมชน
3.การดูแลสิ่งแวดล้อมและป้องกันมลพิษ รวมทั้งมลพิษทางเสียง
4.เป็นโครงการที่สร้างประโยชน์แก่ประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง
- BOI รับโจทย์คุณภาพมากกว่าปริมาณ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า นายเอกนิติ มอบนโยบายให้เปลี่ยนจากการดึงการลงทุนเชิง “ปริมาณ” มาเป็นการเน้น "คุณภาพ" โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาพลังงานและกลั่นกรองโครงการ Data Center จะพิจารณาโครงการผ่าน 4 มิติ ดังกล่าว โดยจะช่วยให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความพร้อมและยั่งยืนที่สุดในภูมิภาค
“ต่อไปทุกโครงการ Data Center ที่จะมาลงทุนต้องได้รับ “ติ๊กถูก” ครบทั้ง 4 ด้านจึงจะผ่านเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่สำคัญผู้ลงทุนต้องสร้างประโยชน์เป็นรูปธรรมให้ไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและ AI การสนับสนุน SME ไทยสู่ซัพพลายเชนเทคโนโลยี หรือจัดตั้ง Excellence Center รวมถึงการแบ่งปันกำลังการประมวลผลเพื่อยกระดับขีดความสามารถ AI ประเทศ”
- วางแบงก์การันตี 4.5 ล้านต่อเมกะวัตต์
สำหรับเงื่อนไขการลงทุนกำหนดให้วางหลักประกัน (Bank Guarantee) โดยผู้ลงทุน Data Center ต้องวางหลักประกัน 4.5 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ หรือ 45 ล้านบาทต่อ 100 เมกะวัตต์ เพื่อป้องกันการกักตุนโควตาไฟฟ้าแล้วนำไปขายต่อ
ทั้งนี้ การวางหลักประกันการลงทุนจะสร้างความมั่นใจให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ต้องลงทุนสายส่งเพิ่ม โดยจะทยอยคืนเงินประกันเมื่อเปิดใช้งานจริงตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยคืนบางส่วนเมื่อใช้ไฟถึง 50% และคืนทั้งหมดเมื่อมีการใช้ไฟฟ้าจริงถึง 70%
รายงานข่าวระบุว่า เงื่อนไขการวางหลักประกันดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ ขณะที่ค่าไฟฟ้า Data Center โดยค่าไฟฟ้ากลุ่มนี้เบื้องต้นอาจพิจารณาที่หน่วยละ 5-6 บาท สูงกว่าค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค.2569 ที่กำหนดหน่วยละ 3.95 บาท
- ชง กฟผ.ขายไฟตรงให้ไฮเปอร์สเกล
นายนฤตม์ กล่าวว่า เพื่อเตรียมความพร้อมไฟฟ้าแต่ละพื้นที่ให้เพียงพอได้พิจารณาการแก้ปัญหา โดยจะพิจารณาให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขายไฟฟ้าตรงให้ Data Center ขนาดใหญ่ เพื่อลดปัญหาคอขวดสายส่งไฟฟ้าแรงดันต่ำในพื้นที่หนาแน่น
รวมทั้งอยู่ระหว่างทำแผนการที่รองรับการลงทุนในพื้นที่มีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอ (Power & Water Map) สำหรับรองรับการลงทุน ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างทำแผนที่ระบุจุดที่มีความพร้อมไฟฟ้าและน้ำ เพื่อจูงใจให้ผู้ลงทุนกระจายออกไปพื้นที่นอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากปัจจุบันโครงการ 70% กระจุกใน EEC จนเริ่มกระทบความเพียงพอของทรัพยากรทั้งน้ำและไฟฟ้า
นายนฤตม์ กล่าวว่า ปัจจุบัน BOI ให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 40 โครงการ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีบริษัทที่ได้รับหนังสือยืนยันการใช้ไฟฟ้าแล้ว 16 ราย ซึ่งบริษัทที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มีทั้งบริษัทในประเทศและต่างประเทศ
- BOI หวังไทยเข้าซัพพลายเชน AI
นายนฤตม์ กล่าวว่า ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของไทยกำลังเข้าสู่คลื่นการลงทุนลูกที่ 3 ซึ่งมุ่งเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้มข้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกลุ่ม AI Supply Chain ซึ่งมี Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
“Data Center เปรียบเสมือนฐานราก AI Economy และมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันปริมาณข้อมูลและการประมวลผลผ่าน Cloud และ AI เพิ่มขึ้นมหาศาล หากไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานนี้ของตัวเองและต้องพึ่งประเทศอื่นในอาเซียนอาจนำมีความเสี่ยงในการควบคุมและเข้าถึงข้อมูลสำคัญ”
ทั้งนี้โอกาสไทยที่จะสร้างซัพพลายเชนที่เชื่อมโยงการลงทุน AI ที่มีพื้นฐานการลงทุนในไทยหลายบริษัท โดยไทยมีจุดแข็งที่เป็นฐานผลิตอุปกรณ์สำคัญใน Data Center เช่น ระบบระบายความร้อน อุปกรณ์สำหรับส่งผ่านข้อมูลด้วยแสง รวมถึงมีผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) จากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Western Digital และ Seagate กำลังมียอดสั่งซื้อล้นจากการขยายตัวของ AI ทั่วโลก
ขณะที่มีบริษัทต่างประเทศหลายแห่งในไทยที่เป็นกลุ่ม Hyper Scaler อย่าง Amazon Web Service (AWS) ซึ่งนักลงทุนมีทั้งกลุ่มสร้างศูนย์ข้อมูลของตนเอง และกลุ่ม Colocation ที่สร้างเพื่อรองรับผู้เช่ารายใหญ่อย่าง TikTok, Microsoft Cloud และ Alibaba Cloud ที่มาลงทุนต่อเนื่อง
- ต่างประเทศคุมลงทุนจึงไหลเข้าไทย
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) ระบุว่า หลายประเทศเริ่มเข้มงวดการลงทุน Data Center เช่น สหรัฐชะลอโครงการใหม่บางส่วน และสิงคโปร์เข้มงวดการอนุญาตจึงทำให้เงินลงทุนไหลเข้าไทยต่อเนื่อง
ทั้งนี้ Data Center ในไทยขยายตัวก้าวกระโดด โดยปี 2568-2574 คาดว่าเติบโตเฉลี่ย 27.71% ต่อปี มูลค่าตลาดพุ่งจาก 4.7 แสนล้านบาท เป็น 2.02 ล้านล้านบาท การเติบโตระดับนี้ทำให้ภาครัฐต้อง “ตั้งกติกาใหม่” เพื่อป้องกันความเสี่ยงระยะยาว
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา คือ ความกังวลจากภาคการเงินและหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า Data Center อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกลุ่มทุนสีเทา ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้เป็นจุดเชื่อมต่อสัญญาณสื่อสาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงินผ่านธุรกิจดิจิทัล
- กสทช.จัดโซนนิ่งลงทุน Data Center
ทั้งนี้ กสทช.ยกระดับ “ใบอนุญาต” ผู้ประกอบการ Data Center จากแบบที่ 1 เป็นแบบที่ 3 ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม จะทำให้ กสทช.กำกับดูแลเข้มงวดขึ้นทั้งมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน การตรวจสอบผู้ประกอบการ และที่สำคัญการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “ลูกค้า” ของ Data Center เป็นใครน่าเชื่อถือเพียงใด และมีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายหรือไม่
นอกจากนี้ ครอบคลุมการ “จัดโซนนิ่ง” เพื่อควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้หลายประเทศออกมาตรการจำกัดการลงทุน
สำหรับการออกเกณฑ์ใหม่ “ไม่ใช่การสกัดการลงทุน” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับความมั่นคงของประเทศในระยะยาว โดยก่อนออกประกาศจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน


