“เนชั่น กรุ๊ป” ร่วมกับ “หัวเว่ย” ได้จัดงานสัมมนาครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ “Intelligent EV Industry CXO Forum” โดยมีเวทีเสวนาในหัวข้อ "Driving the Future Intelligent Mobility: มุมมองของผู้ผลิตรถยนต์ต่อทิศทางการพัฒนา Smart EV ในประเทศไทย" เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และกำหนดทิศทางอนาคตของยานยนต์อัจฉริยะ ในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน
งานเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจาก 5 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนที่ตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทยเข้าร่วม
จี้รัฐคลอด "EV 4.0" ก้าวข้ามแจกเงินอุดหนุน
อเล็กซ์ เปา (Alex Bao) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคเคอร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า รถยนต์ไฟฟ้าในยุคปัจจุบันคือรถยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software Defined Vehicles) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีฟังก์ชันอันชาญฉลาดและมีจุดเด่นสำคัญด้านความปลอดภัย
สำหรับประเทศไทยหากต้องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เดินหน้าสู่ยุคถัดไป รัฐบาลไทยจะต้องเร่งออกนโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมไปสู่ยุค "EV 4.0" ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน การกระตุ้นให้เกิดการผลิตในประเทศ และการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย มากกว่าการเป็นเพียงแค่นโยบายให้เงินอุดหนุนแบบที่ผ่านมา
แอนดรูว์ หวัง (Andrew Wang) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์อัจฉริยะนตลาดประเทศไทยนั้นมีการพัฒนาควบคู่และส่งเสริมซึ่งกันและกัน จนปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในไทยได้ทะลุ 25% แล้ว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) และแอปพลิเคชันต่างๆ ถือเป็นส่วนที่มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสูงมากสำหรับแต่ละค่ายรถยนต์ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีแพลตฟอร์มกลางเข้ามาช่วยสนับสนุนการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งมองว่าบริษัทเทคโนโลยีอย่างหัวเว่ยเป็นแพลตฟอร์มที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันสร้างระบบนิเวศยานยนต์อัจฉริยะ
3 การบ้านใหญ่: 5G - สถานีชาร์จ - วิจัยในประเทศ
โจว เซี่ย (Zhou Xia) ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า แม้ไทยจะมีรากฐานที่แข็งแกร่งด้วยยอดขายรถยนต์ใหม่กว่า 1.2 ล้านคันและมีรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดมากกว่า 5 แสนคัน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคความอัจฉริยะ (Intelligence) ยังมีความท้าทายที่ต้องเร่งพัฒนาใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. โครงข่ายโทรคมนาคม 5G ที่รวดเร็วและครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อรองรับระบบขับขี่อัจฉริยะ
2. การวิจัยและพัฒนาในระดับท้องถิ่น (Localized R&D) เนื่องจากไทยมีสภาพการจราจรที่ซับซ้อนและมีรถจักรยานยนต์บนท้องถนนร่วมด้วยถึง 22 ล้านคัน
3. การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ทางบีวายดียังต้องการให้ภาครัฐมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและมีขั้นตอนการอนุมัติที่รวดเร็ว เพื่อรองรับการแข่งขันที่เป็นธรรม
นายคริส อู๋ (Chris Wu) รองประธานบริษัท บริษัท ฉางอัน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มองสอดคล้องกันว่า โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยยังมีช่องว่างให้ต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะนโยบายการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่ในอนาคต อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญอีก 3 เรื่อง คือ
- ความพร้อมทางเทคนิคที่บางฟีเจอร์ชั้นนำในจีนยังไม่สามารถขยายผลการใช้งานในไทยได้
- กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและความปลอดภัยของระบบการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบไร้สาย (OTA) ที่ยังเป็นอุปสรรค
- การเชื่อมต่อระบบนิเวศยานยนต์เข้ากับโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City)
นอกเหนือจากการลงทุนตั้งโรงงานในไทยแล้ว บริษัทยังมีเป้าหมายยกระดับการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศให้ถึงเป้าหมาย 60% พร้อมกับนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบขับขี่อัตโนมัติ เข้ามาถ่ายทอดในประเทศไทยด้วย
หวั่นกฎหมายตามไม่ทันระบบ "ขับขี่อัตโนมัติ"
นายจัสติน เจียง (Justin Jiang) ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า ความสำคัญของการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน โดยเฉพาะกฎระเบียบที่รองรับการทดสอบระบบบนถนนจริงในประเทศไทย หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการใช้งานระบบขับขี่อัตโนมัติ (ADAS) จะต้องมีกฎหมายที่ระบุชัดเจนถึงความรับผิดชอบ ว่าเป็นของผู้ขับขี่ ระบบยานยนต์ หรือผู้ให้บริการแผนที่
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลให้การสนับสนุนการสร้างทีมวิศวกรท้องถิ่นที่มีทักษะสูงด้านอีวี เพื่อให้สามารถวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคชาวไทยได้


