วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

"ยางพาราไทย" คว้าแต้มต่อ "Low Risk" หนุนส่งออกลุยตลาด EU ท่ามกลางกฎเหล็ก EUDR

โจทย์ใหญ่ที่กำลังท้าทายอุตสาหกรรมยางพาราไทย เมื่อสหภาพยุโรป (EU) เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR ซึ่งครอบคลุมสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง โค และไม้ โดย "ยางพารา" คือหนึ่งในสินค้าหลักที่ไทยพึ่งพาตลาด EU มาอย่างยาวนาน

โดยมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสหภาพยุโรป (EU) กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเวทีการค้าโลก ล่าสุด สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางและสถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรไทยภายใต้กฎหมาย EUDR (European Union Deforestation Regulation) หรือกฎหมายสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะ"ยางพารา"เป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ไทยพึ่งพาตลาด EU มาอย่างยาวนาน

ตัวเลขจาก ITC Trade Map ระหว่างปี 2564-2568 ชี้ชัดว่า ไทยครองส่วนแบ่งตลาดยางธรรมชาติ (HS 4001) ใน EU เฉลี่ยสูงถึง  20.3 %  ของมูลค่าการนำเข้ายางทั้งหมดของยุโรป นั่นหมายความว่า ทุก ๆ ยาง 5 ตันที่ยุโรปนำเข้า มีเกือบ 1 ตันที่มาจากสวนยางไทย

แต่ตัวเลขนี้เองก็ทำให้ไทยตกอยู่ในสปอตไลต์ เมื่อ EU เริ่มจริงจังกับการตรวจสอบย้อนกลับ (Due Diligence) เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่นำเข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

ทั้งนี้ EUDR กำหนดให้ผู้ประกอบการ (Operator) ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าจาก EU ต้องตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า และผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต โดยต้องทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศ (Information System) ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออก ซึ่ง EUDR จะมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และกลาง ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2569 ส่วนผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อย ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. 2570 เป็นต้นไป

"ยางพาราไทย" คว้าแต้มต่อ "Low Risk" หนุนส่งออกลุยตลาด EU ท่ามกลางกฎเหล็ก EUDR

ท่ามกลางความกังวลว่า EUDR จะกลายเป็นกำแพงการค้าใหม่ กลับมีข่าวดีซ่อนอยู่ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568 คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศจัดอันดับความเสี่ยงประเทศผู้ผลิตทั่วโลก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ความเสี่ยงต่ำ 140 ประเทศ ความเสี่ยงมาตรฐาน 50 ประเทศ และความเสี่ยงสูงเพียง 4 ประเทศ

ผลปรากฏว่า ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ขณะที่เพื่อนบ้านผู้ส่งออกยางอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียตกอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงมาตรฐาน

“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้ความเห็นว่า  ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Low Risk ทำให้ผู้นำเข้าที่จัดหาสินค้าจากไทยได้รับสิทธิ์ Simplified Due Diligence และมีอัตราการตรวจสอบเพียง  1  % ซึ่งช่วยลดภาระและต้นทุนการนำเข้า ขณะที่อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Standard Risk ที่ต้องทำ Full Due Diligence ด้วยอัตราการตรวจสอบ  3  % สร้างความได้เปรียบทางการค้าให้สินค้ายางของไทย

สำหรับประเทศไทยสถานการณ์การส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์จากไทยไป EU ในช่วงปี 2564 - 2568 ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยในปี 2565 ซึ่งเป็นปีก่อนการประกาศใช้ EUDR ไทยส่งออกไป EU เป็นมูลค่า 2,237.85 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะหดตัวในปี 2566 เหลือ 1,581.43 ล้านดอลลาร์ หดตัว 29.3%  เนื่องจาก EU เผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง

 แต่ในปี 2567 การส่งออกยางพาราจากไทยไป EU กลับมาขยายตัว มีมูลค่าการส่งออก 1,871.62 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.35  %  และในปี 2568 ยังประคองการเติบโตต่อเนื่อง แม้จะเบาบางที่ 0.51 %  คิดเป็นมูลค่ารวม 1,881.21 ล้านดอลลาร์

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวมคือ "โครงสร้าง" ของการส่งออก  โดยในปี 2568 สะท้อนว่าไทยไม่ได้พึ่งพาวัตถุดิบขั้นต้นเพียงอย่างเดียว โดยแบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ยาง 69.18 %  และ ยางธรรมชาติขั้นต้น  30.82 % โดยมีสินค้าขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ยางยานพาหนะ สัดส่วน  66.68%  และ ถุงมือยาง สัดส่วน 20.18 %  ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีแนวโน้มปรับตัวด้านการตรวจสอบย้อนกลับได้ดีกว่ายางธรรมชาติขั้นต้น

จากตัวเลขดังกล่าวภาคเอกชนโดย นางบุณยนุช ศรีบุญแก้ว หัวหน้ากองพัฒนาตลาดยางพารา การยางแห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานะ Low Risk คือแต้มต่อสำคัญ ยางพาราที่สอดคล้องกับข้อกำหนดสามารถขายได้ราคาสูงขึ้น และช่วยขยายตลาดไปยังประเทศอื่นที่เน้นความยั่งยืน เช่น ญี่ปุ่น ได้ง่ายขึ้น แต่ไทยยังคงมีความท้าทายเรื่องการจัดเก็บข้อมูลรายแปลงของเกษตรกรรายย่อยและความแตกต่างของแผนที่พิกัด

ด้านนายศุภเดช อ่องสกุล รองเลขาธิการ สมาคมยางพาราไทย มองว่า EUDR คือ "โอกาส" ในการคัดกรองผู้ผลิตที่ไม่รักษาสิ่งแวดล้อมออกจากตลาดโลก เพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้ประกอบการไทย โดยภาคอุตสาหกรรมได้ยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับผ่าน 3 แพลตฟอร์มหลัก (แพลตฟอร์มผู้ซื้อในยุโรป, แพลตฟอร์มผู้ประกอบการไทย, และ Third Party) พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์จากตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น แต่ก็ดันให้ราคายางสังเคราะห์แพงขึ้น จนหนุนความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลกให้เพิ่มสูงขึ้นตาม

สุดท้าย "นันทพงษ์ เลิศจิระพงษ์"กล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของ EU คือทิศทางใหม่ของมาตรฐานการค้าโลก การมีความพร้อมด้านระบบพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) และการตรวจสอบสถานะที่เข้มแข็ง จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ยางพาราไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป สู่ "สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม" ซึ่งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ในการสร้างแต้มต่อบนเวทีการค้าโลกในระยะยาว

"ยางพารา"จึงเป็นสินค้าเกษตรตัวชูโรงสำคัญที่พร้อมขับเคลื่อนภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล ซึ่งความพร้อมด้านระบบพิกัดภูมิศาสตร์และการตรวจสอบสถานะที่เข้มแข็ง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สินค้า”ยางพารา” คว้าโอกาสทองในการสร้างแต้มต่อทางการค้าในตลาดอียู