วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สสว. เปิด 3 ยุทธศาสตร์ทางรอด SME ไทย ใช้ 'ดิจิทัล-คว้าสิทธิรัฐ' โตยั่งยืน

SME ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ การแข่งขันที่รุนแรง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงกฎระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มองว่า "ผู้ประกอบการรายเล็ก" จะไม่สามารถแข่งขันได้ด้วยการขายสินค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องปรับวิธีคิด ยกระดับธุรกิจด้วยการนำกิจการเข้าสู่ระบบ ใช้เครื่องมือดิจิทัล และเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว

นางสาวธัญยธรน์ จิรโชควรพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยในงานสัมมนา "Thailand SMART SME 2026" ซึ่งจัดโดยสำนักข่าว PostToday โดยถ่ายทอด 3 แนวคิดสำคัญที่จะเป็นทางรอดของผู้ประกอบการ SME ไทยในยุคใหม่

SME ไทยยังเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มไมโคร 

นางสาวธัญยธรน์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องทำ คือ "รู้จักสถานะของตัวเอง" และมองเห็นจุดอ่อนของธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา เพราะการรู้ว่าธุรกิจอยู่ตรงไหน จะช่วยให้สามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างถูกทิศทาง ปัจจุบัน สสว. แบ่งผู้ประกอบการ SME ตามรายได้และจำนวนการจ้างงานออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คือ Micro SME, Small SME และ Medium SME

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของ SME ไทยยังมีความเปราะบางค่อนข้างสูง โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่ม Micro ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของ SME ทั้งประเทศ

ขณะเดียวกัน จากผู้ประกอบการกว่า 3.28 ล้านราย ยังมีเกือบ 70% ที่อยู่นอกระบบ ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน สิทธิประโยชน์ หรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐได้อย่างเต็มที่

"เราเจอความย้อนแย้งที่ว่า กลุ่มไมโครที่มีจำนวนมากที่สุดกลับขับเคลื่อน GDP ได้น้อยที่สุด ในขณะที่กลุ่มขนาดกลาง (Medium) ที่มีจำนวนน้อยที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศได้มากที่สุด"

 

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับธุรกิจจาก Micro ไปสู่ Small และ Medium ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มขนาดกิจการเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสำคัญของ สสว. จึงต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาธุรกิจได้มากขึ้น ทั้งในด้านเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และตลาด

ใช้รัฐเป็น "หลังบ้าน" ผ่านโครงสร้างดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การแข่งขันในตลาดโลก รวมถึงมาตรฐานด้าน ESG และความยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในการทำธุรกิจ

ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องรับภาระทั้งหมดไว้เพียงลำพัง เพราะภาครัฐได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจไว้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สสว. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการความร่วมมือกับ 10 กระทรวง  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 30-40 หน่วยงาน ภายใต้งบประมาณสนับสนุนกว่า 5,000-6,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนาเครื่องมือและบริการที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ

นางสาวธัญยธรน์ แนะนำว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของผู้ประกอบการควรเริ่มจากการสมัคร SME One ID ซึ่งเปรียบเสมือน บัตรประชาชนของ SME ระบบดังกล่าวจะช่วยรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการไว้ในที่เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงบริการของหน่วยงานภาครัฐได้สะดวก ลดภาระการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรใช้งานแอปพลิเคชัน SME One ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ทั้งข้อมูลข่าวสาร มาตรการส่งเสริม สิทธิประโยชน์ รวมถึงบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ

ภายในแพลตฟอร์มยังเชื่อมต่อไปยังบริการสำคัญ ได้แก่ SME Academy 365 ศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมองค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบการ, SME Coach ระบบที่ปรึกษาธุรกิจ เพื่อช่วยแก้ไข Pain Point ของกิจการในแต่ละด้าน และบริการเชื่อมโยงความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

"สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเข้าหาเครื่องมือเหล่านี้ เพราะรัฐได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับแล้ว"

สิทธิรัฐลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสแข่งขัน

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญ คือ การใช้มาตรการภาครัฐเป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ โดยปัจจุบัน สสว. ได้ออกแบบมาตรการหลายรูปแบบ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ

"หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ SME-GP ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายขึ้น" 

สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับเครื่องหมาย Made in Thailand (MiT) จะได้รับแต้มต่อด้านราคาในการประมูลงานภาครัฐสูงสุด 15% ส่งผลให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน สสว. ยังดำเนินโครงการ "SME ปัง ตังค์ได้คืน (Business Development Service : BDS) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจ

มาตรการดังกล่าวสนับสนุนค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 50,000-200,000 บาท ตามขนาดของกิจการ โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้บริการพัฒนาธุรกิจที่ตรงกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น การตลาด, การพัฒนาผลิตภัณฑ์, การยกระดับมาตรฐาน, การพัฒนาเทคโนโลยี และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

"เป้าหมายสำคัญคือ การช่วยให้ SME สามารถลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพของตนเองได้โดยใช้ต้นทุนที่ลดลง"

สสว. ผลักดัน SME ไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ

นางสาวธัญยธรน์ กล่าวว่า ภารกิจของ สสว. ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่ต้องการยกระดับ SME ไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

"เป้าหมายสูงสุดของเราคือการทำให้ SME ไทยเติบโตได้อย่างมีศักยภาพและยั่งยืน แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านก็ตาม"

สสว. มองว่า ความสำเร็จของ SME ในอนาคตจะไม่ได้วัดเพียงยอดขายหรือผลกำไร แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเริ่มจากการนำธุรกิจเข้าสู่ระบบ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐ เชื่อมโยงองค์ความรู้และที่ปรึกษา ตลอดจนไม่พลาดการใช้มาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้

เมื่อผู้ประกอบการสามารถยกระดับทั้งระบบการบริหาร การเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสนับสนุนได้อย่างเต็มศักยภาพ ก็จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ธุรกิจ พร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ในมุมของ สสว.ทางรอดของ SME ไทย จึงไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้เพียงลำพัง แต่คือการเปลี่ยนแนวคิด เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศที่ภาครัฐสร้างขึ้น และยกระดับศักยภาพของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต