หัวเว่ยขานรับวิชั่น “นายกฯ” นำเสนอยุทธศาสตร์ AI และพลังงานสะอาด ดันไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลภูมิภาค พร้อมชูโมเดล “Agent AI” และ “โรงไฟฟ้าเสมือน” สร้างรายได้-ความปลอดภัยให้ประชาชน
KEY POINTS
- ในการเยี่ยมชม Huawei Beijing Executive Briefing Center (EBC) เมื่อวันที่ 19 ก.ค.นายกรัฐมนตรีและคณะได้รับฟังข้อเสนอของหัวเว่ยในการใช้ประโยชน์ AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
- เสนอจัดตั้งศูนย์ AI Center เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้เข้าถึงเครื่องมือ AI สำหรับการออกแบบและการตลาด เพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ใช้ AI สร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน
- สนับสนุนการสร้างรัฐบาลดิจิทัลด้วย Agent AI เพื่อลดขั้นตอนราชการ พร้อมเสนอแนวคิด Sovereign AI ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของข้อมูล 100% เพื่อความมั่นคงปลอดภัย
ในภารกิจเยือนสาธารณะรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะหว่างวันที่ 16 – 21 ก.ค.ที่ผ่านมา นอกจากภารกิจการหารือระหว่างรัฐบาลไทยและจีน นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการในการเยี่ยมชมบริษัท และหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน
โดยหนึ่งในบริษัทที่นายกรัฐมนตรีได้ไปเยี่ยมชมและหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทคือบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (Huawei Technology) บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของจีน ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ICT Infrastructure) อุปกรณ์โทรคมนาคม และโซลูชันดิจิทัลส าหรับภาคธุรกิจ ภาครัฐ และ ผู้บริโภคทั่วโลกที่มีการให้บริการอยู่กับลูกค้าถึง 170 ประเทศทั่วโลก
ในการบรรยายการเยี่ยมชมที่ Huawei Beijing Executive Briefing Center (EBC) เมื่อวันที่ 19 ก.ค.นายกรัฐมนตรี และคณะได้เดินชมการจัดแสดงข้อมูลต่างๆ รวมทั้งฟังข้อมูลจากผู้บริหารของบริษัทที่มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของไทยในอนาคต
ดร.ประยุทธ ตั้งสงบ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังถึงการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมาข้อเสนอของหัวเว่ยในครั้งนี้ถูกออกแบบโดยเป็นการปรับแต่ง (Customized) ให้สอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นที่ท่านนายกฯได้เน้นย้ำในการประชุมประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ปี 2026 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ว่าเทคโนโลยี AI ต้องสามารถช่วยเหลือประชาชน สร้างรายได้ และมีความปลอดภัยในการใช้งาน โดยประเด็นที่ได้เสนอกับรัฐบาลในครั้งนี้ได้แก่
1. การใช้ AI เพื่อตอบโจทย์การสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ (AI for Economy) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการสร้างรายให้ประชาชน หัวเว่ยได้นำเสนอโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศที่รัฐบาลสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที โดยหนุน SME ไทยด้วย AI Center โดยได้เสนอการสร้างศูนย์กลาง AI สำหรับ SME โดยรัฐบาลเป็นฝ่ายสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือการออกแบบและการตลาดได้ฟรีในระยะแรก เพื่อเปลี่ยนสถานะจากแรงงานให้เป็นผู้มีความสามารถในการใช้ AI มาการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับโมเดลโรงงานผ้าในเมื่องกวางโจวที่ทำสำเร็จมาแล้ว
2.การใช้ AI เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถใช้ AI สร้างเนื้อหาวิดีโอไวรัล (Viral Content) เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ ซึ่งสามารถผลิตเนื้อหาคุณภาพสูงได้นับพันเรื่องในเวลาอันสั้น เช่นการทำแอนิเมชั่นจากหุ่นดินเผาสุสานจินซีฮ่องเต้ที่เมืองซีอาน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพิ่ม GDP จากการท่องเที่ยวตามนโยบายหลักของรัฐบาล หรือการใช้ AI ในการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เช่น โครงการในกรุงเทพมหานครที่ใช้ AI เพิ่มความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวและประชาชน เป็นต้น
3.การยกระดับบริการรัฐบาลดิจิทัลและความปลอดภัย (AI for Government & Society) หัวเว่ยพร้อมสนับสนุนนโยบายการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน
“การใช้ AI เข้ามา Agent AI ลดขั้นตอนราชการ ได้นำเสนอเทคโนโลยี AI ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ Agent AI) ช่วยให้ประชาชนทำธุรกรรมกับภาครัฐได้ง่ายขึ้นผ่านการพูดคุย เช่น การเปิดร้านอาหาร โดย AI จะช่วยกรอกข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนให้โดยอัตโนมัติ”
อย่างไรก็ตามการใช้ AI ในระบบราชการจำเป็นต้องคำนึงถึง ความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูล (Sovereign AI) ซึ่งเทคโนโลยีของหัวเว่ยตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติด้วยแนวคิดอธิปไตยทาง AI โดยหัวเว่ยพร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานและ Cloud แต่รัฐบาลจะเป็นเจ้าของข้อมูล 100% เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล
นอกจากนี้เทคโนโลยี AI ที่จะเป็นประโยชน์ในการให้บริการสาธารณะของรัฐบาล ที่นำเสนอยังมี AI เพื่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น การใช้เทคโนโลยี AI ตรวจสอบข่าวปลอม (Fake News) และสืบค้นต้นทางของผู้กระทำผิดในโลกไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนงานด้านความมั่นคงและตำรวจโดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
ดร.ประยุทธ ยังเล่าถึงเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์เรื่องของการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งหัวเว่ยได้นำเสนอโซลูชัน Digital Power ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงระดับอุตสาหกรรมเพื่อตอบรับเทรนด์โลกและนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเรื่อง เทคโนโลยี โรงไฟฟ้าเสมือน หรือ Virtual Power Plant (VPP) ที่จะเปลี่ยนบ้านและอาคารของประชาชนให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าผ่านโซลาร์เซลล์ และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ (Smart Grid) ได้ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เสริมให้ประชาชนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศในระยะยาว
และ 4. AI สำหรับสังคมและคุณภาพชีวิต และการพัฒนาบุคลากรเพื่ออนาคต (ICT Talent) หัวเว่ยมีนโยบายการสร้างคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยกว่า 40 แห่ง และตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ให้ได้ 10,000 คน ภายใน 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลง (MOU) ที่ทำไว้กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค
นอกจากนั้นยังส่งเสริมการนำ AI มาสนับสนุนทางการแพทย์ เช่นการใช้ AI ช่วยแพทย์วิเคราะห์ฟิล์มเอกซเรย์, CT Scan หรือชิ้นเนื้อเพื่อคัดกรองมะเร็งได้อย่างแม่นยำ รวมถึงมีระบบช่วยคัดกรองผู้ป่วย (Pre-planning) ก่อนเข้าพบแพทย์เพื่อความรวดเร็วในการรักษา
"วิสัยทัศน์ของหัวเว่ยคือการเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงไม่ได้นำเสนอเพียงแค่เทคโนโลยี แต่นำเสนอโซลูชันที่ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น และมีความปลอดภัยในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน"





