วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ทุนมนุษย์’ ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ‘ยศชนัน’ ชูไทยแลนด์ยกกำลัง 2 หนุนวิจัยสู้โลกยุคใหม่

รัฐบาลสร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้การบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้งานสัมมนาระดับชาติ “Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการข้ามสายงาน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ณ อาคารจักรพันธุ์เพ็ญสิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน)

การดำเนินการครั้งนี้ผนึกกำลัง 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เพื่อสร้างผลลัพธ์แบบทวีคูณในการพัฒนาประเทศ ผ่านการยกระดับศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัยเป็นระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

‘ทุนมนุษย์’ ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ‘ยศชนัน’ ชูไทยแลนด์ยกกำลัง 2 หนุนวิจัยสู้โลกยุคใหม่

ประสานพลังพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานในพิธีเปิดว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประสานพลังวางรากฐานพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัยเป็นระบบ

เพราะปัจจุบันมี 4 ความท้าทายทำให้ไทยต้องเร่งยกระดับศักยภาพประชากร คือ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนไปทำให้สัดส่วนวัยแรงงานลดต่อเนื่อง และทำให้ประสิทธิภาพการผลิตประเทศมีความเสี่ยง

รวมถึงการดิสรัปชันทางเทคโนโลยี การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบอัตโนมัติ (Automation) และเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ลักษณะงานแบบเดิมถูกทดแทนเร็ว โดยแรงงานปรับตัวไม่ทันจะเจอความเสี่ยงตกงานหรือถูกลดความสำคัญ 

ขณะที่ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก และการลงทุนข้ามชาติ โดยไทยต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับสากลเพื่อดึงดูดการลงทุนย้ายฐานผลิตใหม่

นอกจากนี้ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตการณ์ทางธรรมชาติและมาตรการการค้าโลกที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรการ CBAM ซึ่งต้องใช้ความรู้และทักษะใหม่ในการบริหารจัดการ

ทุนมนุษย์เวอร์ชันใหม่ทำงานร่วมเทคโนโลยี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากวิกฤติและความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลได้เสนอแนวคิด “ทุนมนุษย์เวอร์ชันใหม่ (THAILAND²)” ยกกำลังความสามารถประชากรไทยผ่านกลไก Upskill และ Reskill เร่งด่วน

การศึกษาระบบแบบเดิมไม่เพียงพอ การอัปเกรดทักษะเดิม และการสร้างทักษะใหม่ต้องเกิดขึ้นกับแรงงานภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคเกษตรกรรม

ขณะที่การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาและโครงสร้างการเรียนรู้ให้เปิดกว้าง รองรับผู้เรียนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเยาวชน วัยทำงานไปถึงผู้สูงอายุต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อกลับเข้าตลาดแรงงาน การเชื่อมโยงคลังหน่วยกิต และหลักสูตรระยะสั้น จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน

ยกตัวอย่างบริษัทเทคจีน

ทั้งนี้จากการเยือนจีนอย่างเป็นทางการเพื่อดูงานบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก (Big Tech) เช่น Huawei, Alibaba, Changan และ Xiaomi

พบว่า บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) มาก โดยทุ่มงบประมาณ R&D ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือ 800,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของยอดขายรวม ซึ่งงบประมาณวิจัยของบริษัทเดียวสูงกว่างบประมาณ R&D ทั้งหมดของไทย

“การดูงานที่จีนทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่ยุคนวัตกรรม เริ่มต้นจากการทุ่มเททรัพยากรและงบประมาณไปกับการพัฒนาคนและการวิจัยพัฒนา

หากไทยยังลงทุน R&D ต่ำจะไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีของตนเอง และต้องตกอยู่ในฐานะผู้รับจ้างผลิตแรงงานราคาถูกไปตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโดยเร็ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

แผนปฏิบัติการ อว.มุ่ง“ประเทศรายได้สูง”

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวบรรยายหัวข้อ “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” โดยได้นำเสนอ MHESI Action Plan 2026-2030 หรือแผนปฏิบัติการ 5 ปีของกระทรวง อว.เพื่อขับเคลื่อนไทยให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม 

ทั้งนี้ขับเคลื่อน 8 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม อุตสาหกรรมเวลเนส เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์และ Physical AI การวิจัยขั้นแนวหน้า เช่น เทคโนโลยีควอนตัมและอวกาศ ตลอดจนความมั่นคง การต่อต้านคอร์รัปชัน และการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยให้เป็นศูนย์กลางการสร้างองค์ความรู้และบ่มเพาะนวัตกรรม

‘ทุนมนุษย์’ ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ‘ยศชนัน’ ชูไทยแลนด์ยกกำลัง 2 หนุนวิจัยสู้โลกยุคใหม่

พลิกโมเดลมหาวิทยาลัยสู่การขายองค์ความรู้

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทมหาวิทยาลัยไทยจากสถาบันที่พึ่งรายได้จากค่าเล่าเรียนเป็นหลักไปสู่ศูนย์กลางสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และธุรกิจใหม่

มหาวิทยาลัยในประเทศที่ก้าวหน้าทางนวัตกรรมไม่ได้มีรายได้จากค่าเล่าเรียนช่องทางเดียว แต่นำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ไปใช้เชิงพาณิชย์ หรือ Commercialization เชื่อมโยงกับภาคเอกชนและสร้างรายได้กลับเข้าสู่มหาวิทยาลัย

รวมทั้งเมื่อมหาวิทยาลัยมีรายได้จากองค์ความรู้มากขึ้นจะมีโอกาสลดภาระค่าเล่าเรียนนักศึกษา พร้อมสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศที่เริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่ การตั้งเครือข่ายหรือกลุ่มบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย

เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และงบประมาณจากหลายแหล่งมาใช้ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม รวมถึงปรับกฎระเบียบให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนกับภาคเอกชนได้คล่องตัวขึ้น

ขณะที่บทบาทมหาวิทยาลัยในอนาคตจึงอาจไม่จำกัดอยู่ที่การจัดการศึกษาหลักสูตรระยะยาว แต่อาจเปิดให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้หรือใช้เครื่องมือเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อพัฒนาทักษะ สร้างผลงาน และต่อยอดความรู้ได้ตลอดชีวิต

‘ทุนมนุษย์’ ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ‘ยศชนัน’ ชูไทยแลนด์ยกกำลัง 2 หนุนวิจัยสู้โลกยุคใหม่

ผลสัมฤทธิ์ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา

ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงการทำงานในช่วง 90 วันที่ผ่านมาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มงานใหม่ที่เห็นผลทันตา อาทิ นโยบาย TCAS69 เท่าเทียม, การนำ AI เข้ามาสแกนความซ้ำซ้อนของงานวิจัยระดับชาติซึ่งช่วยรัฐประหยัดงบประมาณไปได้ทันทีกว่า 72 ล้านบาท,

การผลักดันเพื่อปรับเงินเดือนเยียวยาพนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 67,000 คน และการส่งมอบอุปกรณ์อวกาศฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” เพื่อเตรียมขึ้นวงโคจรรอบดวงจันทร์ 

ขณะที่ “การสานงานเดิม” เกิดอิมแพคระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่พลิกโฉมการแก้ปัญหาเมืองและรับเรื่องร้องทุกข์สำเร็จ 1.9 ล้านเรื่อง, 

แพลตฟอร์มแก้จนแม่นยำ (PPAP) ที่ใช้ดาต้าชี้เป้าช่วยเหลือชาวบ้าน 3 แสนครัวเรือน ยกระดับ Local Enterprises สร้างเม็ดเงินเข้าชุมชนเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงโครงการบริหารจัดการน้ำให้มั่นคงด้วย Big Data

ในกรณีที่งบประมาณภาครัฐไม่เพียงพอ แก้ไขด้วยการร่วมทุนกับภาคเอกชน ดึงเงินลงทุนภาคเอกชนมาเสริม โดยปกติแล้วโมเดลการให้ทุนจะอยู่สัดส่วนตั้งแต่รัฐ 10% เอกชน 90% ไปจนถึงรัฐ 90% เอกชน 10% ถือเป็นอีกมิติที่เปลี่ยนรูปแบบการให้ทุน

กล่าวคือ บางโครงการใช้เงินภาครัฐ 10% เงินเอกชน 90% หรือในโครงการที่เสี่ยงน้อยกว่าอาจใช้เงินภาครัฐ 90% เอกชน 10% โมเดลนี้จะช่วยเดินหน้าต่อไปได้ หากมีการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ จังหวัด กระทรวงมหาดไทย

ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

ศ.ดร.ยศชนัน เสนอแนวทางสร้างรายได้ใหม่ของประเทศ ผ่าน  4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ Semiconductor Thailand  ด้วยนโยบาย ASEAN Chips Diplomacy เพื่อดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค, ยุทธศาสตร์ Wellness Economy ที่พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาทในระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์

รวมถึงยุทธศาสตร์ Space Economy ผ่านความร่วมมือภารกิจสำรวจดวงจันทร์ร่วมกับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐ และยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินและยกระดับองค์กรทั่วประเทศ

‘ทุนมนุษย์’ ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ‘ยศชนัน’ ชูไทยแลนด์ยกกำลัง 2 หนุนวิจัยสู้โลกยุคใหม่

ตั้งเครือข่ายผู้นำระดับชาติพัฒนาทุนมนุษย์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวด้วยว่า ยุทธศาสตร์นี้จะถูกขับเคลื่อนผ่านกลไก “ว่าที่คณะอนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ภายใต้ กรอ.ที่จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะทางเชิงลึกถึง 7 คณะ เป็นการรวมตัวของเครือข่ายผู้นำระดับชาติจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 

ประกอบด้วย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา, จรีพร จารุกรสกุล, รศ.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, คมกริช นาคะลักษณ์, แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, สราวุฒิ อยู่วิทยา, บวรนันท์ ทองกัลยา, สุทธาภา อมรวิวัฒน์, เรืองโรจน์ พูนผล, อติชาญ เชิงชวโน, อิสระ ว่องกุศลกิจ, สาระ ล่ำซำ, ผยง ศรีวณิช และธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ 

รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจากทั้ง 5 กระทรวงในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ และผู้แทนจากหน่วยงานและกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง

“รายชื่อทั้งหมดคือว่าที่คณะกรรมการที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการแปรเปลี่ยนนโยบายการลงทุนกับคนไทยให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ทรงพลังสุดพร้อมพยุงและ “ยกกำลังประเทศไทย” ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน แข็งแกร่ง และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย”