นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บสย. จะมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน โดยต่อยอดจากความสำเร็จในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ที่มียอดค้ำประกันสินเชื่อทะลุ 44,570 ล้านบาท เติบโตถึง 129% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยเชื่อว่าเป้าหมายยอดค้ำประกันรวมทั้งปี 2569 จะเป็นไปตามที่วางไว้ที่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลัง จะมีวงเงินเหลืออีกราว 20,000 ล้านบาท มุ่งเดินหน้า 3 ภารกิจหลัก ดังนี้
1. รุกค้ำประกัน "นาโนไฟแนนซ์" เจาะฐานราก
นายสิทธิกร กล่าวว่า บสย. เตรียมขยายการค้ำประกันไปยังกลุ่มสินเชื่อรายย่อย (Nano Finance) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีเอกสารรายได้ชัดเจน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้
เบื้องต้นตั้งเพดานค้ำประกันไว้ที่ 20,000 บาทต่อราย ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งศึกษาเกณฑ์การจ่ายชดเชยความเสียหายและอัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม เพื่อชงบอร์ดพิจารณาเร็วๆ นี้
2. ผนึก Virtual Bank อนุมัติค้ำประกันเรียลไทม์
เพื่อรับมือกับระบบนิเวศการเงินดิจิทัล บสย. อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ได้ไลเซนส์ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยพบว่ามี 1 รายที่มีวิสัยทัศน์ตรงกันในการมุ่งแก้ปัญหาเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี
ความร่วมมือนี้จะขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์ม "บสย. พร้อมพลัส+" โดยใช้ระบบ API Gateway เชื่อมต่อข้อมูลกับผู้ให้บริการรายใหม่แบบไร้รอยต่อ ทำให้สามารถออกหนังสือค้ำประกันได้แบบเรียลไทม์ (Prompt LG) ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉม บสย. จากเดิมที่อยู่หลังบ้านแบงก์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างโอกาส อยู่หน้าด่านเคียงข้างผู้ประกอบการ
3. คลอดแพ็กเกจ "เครดิตพลัส" พ่วงมาตรการหั่นหนี้
เพื่อเติมสภาพคล่องอย่างตรงจุด บสย. ได้เปิดตัวโครงการ “เครดิตพลัส” (Credit Plus) วงเงิน 20,000 ล้านบาท รองรับตั้งแต่รายย่อย (Micro SMEs) ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ วงเงินค้ำประกันเริ่มตั้งแต่ 10,000 บาท ไปจนถึง 100 ล้านบาทต่อราย คิดค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเพียง 1.25% ต่อปี ค้ำประกันยาวสูงสุด 10 ปี โดยใช้ระบบคะแนนเครดิต (TCG Score) ของตนเองมาช่วยประเมินความเสี่ยง
นอกจากมิติการเติมทุน บสย. ยังเดินหน้าแก้หนี้ให้กลุ่มเปราะบางผ่านแคมเปญ “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย ปี 2” โดยเตรียมลงพื้นที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ นำเสนอมาตรการลดภาระหนี้แบบจัดเต็ม ได้แก่ กลุ่มเปราะบาง หนี้คงเหลือไม่เกิน 200,000 บาท รับสิทธิลดเงินต้นสูงสุดถึง 50% กลุ่มเอสเอ็มอี หนี้มากกว่า 200,000 บาท รับสิทธิลดเงินต้นสูงสุด 40%
โดยในช่วง ม.ค.-มิ.ย. 2569 บสย. สามารถปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมไปแล้วได้ถึง 3,037 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 1,578 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ที่มียอดค้ำประกันสินเชื่อทะลุ 44,570 ล้านบาท เติบโตถึง 129% ช่วยสร้างสินเชื่อเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้ถึง 50,167 ล้านบาท ต่อลมหายใจให้เอสเอ็มอี (SMEs) กว่า 50,000 ราย รักษาการจ้างงานได้กว่า 3.4 แสนตำแหน่ง
โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุดคือ ภาคบริการ (35.5%) ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (9.4%) และภาคการผลิตสินค้า (8.8%)



