วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

WHAUP ทุ่ม 2.9 หมื่นล้าน รับ Data Cente เร่งรัฐเปิด Direct PPA แต้มต่อดึง FDI

การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center กำลังกลายเป็นคลื่นการลงทุนลูกใหม่ที่จะพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งกำลังถูกจับตาในฐานะศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาค

บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้าของกลุ่ม Data Center จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีข้างหน้า พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกหลักเกณฑ์ Direct PPA และ Third Party Access (TPA) รวมถึงพัฒนา Smart Grid เพื่อรองรับการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ก่อนเสียโอกาสให้ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าวว่า บริษัทวางบทบาทเป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภคด้านน้ำ และพลังงานแบบครบวงจร โดยไม่ได้มองการแข่งขันในรูปแบบเดิม แต่ต้องการเป็นพันธมิตรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

Data Center จุดเปลี่ยนดีมานด์ “น้ำ-ไฟ” ประเทศ

WHAUP เป็น 1 ใน 5 ธุรกิจหลักของ WHA Group ร่วมกับธุรกิจโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ดิจิทัล และโมบิลิตี้ โดยได้รับสิทธิบริหารจัดการระบบน้ำ และน้ำเสียในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA ทั้งในประเทศไทย และเวียดนาม รวมถึงดำเนินธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าทั้งจากก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ขยะ และพลังงานสะอาด

“กระแสการลงทุน Data Center ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2 ปีนี้ กำลังส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจน้ำของบริษัท”

ล่าสุด WHAUP ลงนามสัญญาจัดหาน้ำให้ลูกค้ากลุ่ม Data Center แล้ว 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็นรายได้ประจำประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี และอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้ายเพิ่มเติมอีกประมาณ 17-30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

"เพียงช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดจองใช้น้ำใหม่รวมกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของยอดขายน้ำสะสมในประเทศไทยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร"

นายอัครินทร์ กล่าวว่า ช่วงปลายปีนี้จะเริ่มเห็นผู้ประกอบการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทยอยเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง หลายโครงการได้เตรียมความพร้อมด้านไฟฟ้า และลงนามสัญญาจัดหาน้ำกับบริษัทแล้ว โดยทุกบริษัทต่างให้ความสนใจซื้อไฟฟ้าสะอาดผ่านโครงการ Direct PPA และรอความชัดเจนของหลักเกณฑ์จากภาครัฐ

“ผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการ Direct PPA จะต้องมีบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ผลิตไฟฟ้าตามปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้ และต้องแสดงให้เห็นถึงการสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งการพัฒนา Ecosystem ด้านเทคโนโลยี ศักยภาพ AI และการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทย”

นายอัครินทร์ กล่าวว่า อัตราค่าไฟฟ้าประเภท 9 สำหรับ Data Center ที่เฉลี่ยประมาณ 6 บาทต่อหน่วย ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเมื่อเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์ที่มีราคาสูงกว่า สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือ ความโปร่งใสของโครงสร้างราคา และโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนแข่งขันได้

 

เร่งรัฐปลดล็อก Direct PPA ภายใน 1-2 เดือน

ทั้งนี้ WHAUP มองว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด จนเป้าหมายเดิมระดับ 2,000 เมกะวัตต์ อาจไม่เพียงพอ บริษัทจึงหวังว่าภาครัฐเร่งสรุปหลักเกณฑ์ Direct PPA ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสจากการลงทุน เพราะหลายโครงการ Data Center เดิมกำลังก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ ขณะที่ยังมีผู้ลงทุนรายใหม่รอเข้ามาอีกจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งเปิดใช้ระบบ Third Party Access (TPA) เพื่อเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า และลดข้อจำกัดของระบบ Enhanced Single Buyer ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแข่งขันด้านพลังงานสะอาด พัฒนา Smart Grid และดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีนโยบายใช้ไฟฟ้าสะอาด 100%

หนุน Smart Grid และ Battery เสริมมั่นคง

นอกจากนี้ บริษัทเสนอให้ภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์ด้าน Ancillary Service ให้ชัดเจน โดยเฉพาะการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า รองรับการขยายตัวของโหลดที่อาจสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ ในอนาคต

พร้อมผลักดันการพัฒนา Smart Grid ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อบริหารจัดการโหลดไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสายส่ง

ทั้งนี้ WHAUP ยังสนับสนุนแนวทางที่ภาครัฐจะกำหนดให้ผู้ลงทุน Data Center วางแบงก์การันตี สำหรับการจองใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันการจองกำลังไฟเกินความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ภาครัฐต้องลงทุนระบบสายส่งเกินจำเป็น และกลายเป็นภาระค่าไฟของประชาชนในระยะยาว

ลุยตั้งนิคมฯ Data Center รับคลื่นลงทุน

เพื่อรองรับดีมานด์ดังกล่าว บริษัทเตรียมลงทุนระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ โดยจัดตั้งนิคม Data Center บริษัทให้น้ำหนักพื้นที่ EEC เป็นอันดับแรก เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านแหล่งน้ำ โครงข่ายไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม เคเบิลใต้น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร แม้จะมีการศึกษาพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดสระบุรี แต่ยังมองว่า EEC มีความได้เปรียบมากกว่า

นายอัครินทร์ กล่าวว่า เชื่อว่าการลงทุน Data Center จะสร้างผลบวกทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) และดึงดูดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรม PCB และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตของ Startup ด้าน AI รวมถึงเทคโนโลยี 6G ระบบผ่าตัดทางไกล ยานยนต์ไร้คนขับ และการยกระดับทักษะแรงงานไทย

เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ รองรับดีมานด์พุ่ง

แม้ภาพรวมแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC จะมีความจุรวมประมาณ 500-600 ล้านลูกบาศก์เมตร จากอ่างเก็บน้ำหลัก ได้แก่ หนองปลาไหล ดอกกราย และประแสร์ แต่บริษัทมองว่าความเสี่ยงสำคัญคือ ปีที่เกิดภัยแล้งรุนแรง ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

แม้โครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนดจะยังติดปัญหาด้าน EIA และพื้นที่ป่าไม้ แต่ระบบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 3 แห่งยังสามารถรองรับการใช้งานได้ โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำราว 30% โดยส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม ดังนั้น หาก Data Center เข้ามาใช้จริงสัดส่วนก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไป

“การผันน้ำผ่านคลองเปิดทำให้น้ำสูญเสียจากการระเหย และการซึมลงดินสูงถึงประมาณ 30% จึงเห็นด้วยกับแนวทางของภาครัฐที่จะปรับระบบส่งน้ำเป็นท่อปิดเพื่อลดการสูญเสีย”

ใช้ AI ลด Water Loss ต่ำกว่า 1%

ด้านการบริหารจัดการน้ำ WHAUP ใช้ระบบ Centralized Management และ AI ช่วยบริหารแหล่งน้ำ และควบคุมประสิทธิภาพการผลิต ทำให้การสูญเสียน้ำในระบบ (Water Loss) ต่ำกว่า 1%

บริษัทตั้งเป้ารีไซเคิลน้ำเสียในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้กลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมดภายในปี 2572 เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย Water Positive นอกจากนี้ ยังพัฒนาแหล่งน้ำสำรองรูปแบบแก้มลิงในนิคมอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงสูงสุด

Desalination ทางเลือกหากเกิดวิกฤติน้ำ

หากในอนาคตเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ หรือมีต้นทุนพลังงานสะอาดที่ถูกลง เทคโนโลยีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination) จะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพในการแข่งขัน โดย WHAUP ยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ Green Energy Solutions อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย

1. ขยายโครงการ Solar ทั้ง Solar Rooftop, Solar Carport และ Floating Solar โดยล่าสุดลงนามโครงการกับ Isuzu กำลังผลิตเกือบ 17 เมกะวัตต์

2. ส่งเสริมการติดตั้ง Battery Storage หลังต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงเหลือประมาณ 50-80 ดอลลาร์ต่อหน่วย ทำให้ลูกค้าเริ่มติดตั้งควบคู่กับระบบโซลาร์มากขึ้น

3. พัฒนาแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขาย I-REC และ Carbon Credit เพื่อช่วยลูกค้าลด Carbon Footprint

4. ศึกษาเทคโนโลยี Green Hydrogen, Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกกฎหมายรองรับ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียโอกาสในอนาคต

ลงทุน 2.9 หมื่นล้านบาท ขยาย “ไทย-เวียดนาม”

สำหรับแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2568-2572) บริษัทตั้งงบลงทุนรวม 29,000 ล้านบาท โดยปีนี้ใช้งบประมาณ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจไฟฟ้า 60% และธุรกิจน้ำ 40% โดย 20% เป็นงบลงทุนในเวียดนาม

ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ธุรกิจไฟฟ้าในประเทศที่ 3 โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความต้องการพลังงานสะอาดสูง และมีลักษณะภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ เหมาะกับระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี

พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือก เป็นกฎการค้าโลก

นายอัครินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือกของภาคอุตสาหกรรม แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น Apple, Nike และ Adidas รวมถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอในเวียดนาม ต่างกำหนดให้ซัปพลายเออร์ต้องใช้พลังงานสะอาดตามสัดส่วนที่กำหนด มิฉะนั้นอาจไม่ได้รับคำสั่งซื้อ

ดังนั้น ไม่เฉพาะอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center เท่านั้น แต่อุตสาหกรรมเดิมก็จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก โดยเฉพาะยุโรป

“WHAUP ไม่ได้มุ่งเพียงการเติบโตของบริษัท แต่ต้องการเห็นประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และพลังงานสะอาดที่แข็งแกร่ง เพราะนั่นคือ ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในระยะยาว”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์