หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งทางชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เริ่มปะทะกันเมื่อเดือน ก.ค.2568 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่เคยมีแผนให้กัมพูชาเป็นบ้านหลังที่ 2
ยอดขายน้ำมันในตลาดกัมพูชาลดลงต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปี 2569 OR รายงานว่า มียอดขายน้ำมัน 46 ล้านลิตร เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 72.8% หรือ 169 ล้านลิตร
ทั้งนี้ ยอดขายลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการปะทะกันทางชายแดนเมื่อเดือน ก.ค.2568 โดยถ้าดูไตรมาส 4 ปี 2568 จะอยู่ที่ 54 ล้านลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับก่อนการปะทะที่มียอดขายต่อไตรมาสสูงเกิน 150 ล้านลิตร
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวในงานแถลงข่าวการดำเนินธุรกิจเมื่อช่วงเดือน ก.พ.2569 ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา OR ขยายการลงทุนไปหลายประเทศเพื่อสร้างฐานรายได้ระยะยาว แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ต้องกลับมาทบทวนเชิงลึกถึงความคุ้มค่า และความสามารถในการทำกำไรของแต่ละประเทศ
สำหรับทิศทางธุรกิจช่วง 5 ปีข้างหน้า จะไม่ขยายตัวเชิงปริมาณแบบเดิม แต่จะ “คัดกรองคุณภาพ” ของการลงทุน เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร และผู้ถือหุ้น ท่ามกลางบริบทโลกที่ไม่แน่นอน และการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา OR ขยายลงทุนหลายประเทศเพื่อสร้างฐานรายได้ระยะยาว แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ต้องทบทวนเชิงลึกถึงความคุ้มค่า และความสามารถในการทำกำไร
"ยุทธศาสตร์ใหม่ คือ Concentrate จะไม่มอง Global เป็นการขยายจำนวนประเทศ แต่จะมองรายประเทศ (Country by Country) ที่ไหนแข็งแรง ที่ไหนไปต่อได้ และที่ไหนควรชะลอหรือปรับรูปแบบ”
สำหรับการทำะุรกิจในกัมพูชา ต้องยอมรับความจริงว่ากำลังเผชิญความยากลำบาก และไม่สามารถใช้สูตรเดิมๆ ได้อีกต่อไป OR จึงได้กำหนดมาตรการ 3 ขั้นตอนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่
ขั้นที่ 1 ประเมินการลงทุนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเงิน ความเสี่ยง และศักยภาพการฟื้นตัว
ขั้นที่ 2 ลดต้นทุนและปรับโครงสร้าง เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด หากยังมีโอกาสฟื้น
ขั้นที่ 3 พิจารณาทางออกอย่างเป็นระบบ หากสถานการณ์ถึงจุดที่ “อยู่ไม่ได้จริงๆ” ก็พร้อมพิจารณา Exit เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว ลดการเจ็บตัวให้น้อยที่สุด
“OR จะหาข้อสรุปทิศทางการลงทุนในกัมพูชาภายในครึ่งปีแรกเพื่อไม่ให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และกระทบภาพรวมพอร์ต”
OR ยึดหลักบริหารความเสี่ยงเชิงรุก
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า แม้การปรับลดหรือถอนการลงทุนในกัมพูชาเป็นประเด็นใหญ่เชิงยุทธศาสตร์ แต่ในเชิงรายได้จากกัมพูชามีสัดส่วนเพียง 2-3% ของรายได้รวม ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขระยะสั้น เพราะเป็นการส่งสัญญาณถึงนักลงทุนว่า บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต และการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก
รายงานข่าวจาก OR ระบุว่า ปัจจุบันมีการลงทุนในตลาดต่างประเทศสำคัญใน 3 ประเทศ โดยข้อมูลเดือน ณ ไตรมาส1/2569 มีรายละเอียด ดังนี้
1. ฟิลิปปินส์ ptt station 170 สถานี, Café Amazon 6 สาขา และคลังน้ำมัน 2 แห่ง โดยมีปริมาณขายน้ำมัน 403 ล้านลิตร
2. กัมพูชา ptt station 91 สถานี, Café Amazon 136 สาขา, ร้านสะดวกซื้อ 7-11 และ Jiffy 44 สาขา และคลังน้ำมัน 5 แห่ง โดยมีปริมาณขายน้ำมัน 46 ล้านลิตร
3. สปป.ลาว ptt station 60 แห่ง, Café Amazon 113 แห่ง, FIT Auto 4 แห่ง, คลังน้ำมัน 7 แห่ง และ Convenience Store 2 แห่ง โดยมีปริมาณขายน้ำมัน 70 ล้านลิตร
สำหรับผลดำเนินงาน ไตรมาส 1/69 เทียบกับ ไตรมาส 4/68 รายได้ขายและบริการเพิ่มขึ้น 5,455 ล้านบาท (+64.5%) จากปริมาณจำหน่ายรวมที่เพิ่มขึ้น 146 ล้านลิตร (+ 39.1%) ประกอบกับราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อลิตรสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
ทั้งนี้ปริมาณจำนวนจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากฟิลิปปินส์ที่ยอดจำหน่ายดีเซลให้กับ wholesaler สูงขึ้น สวนทางกับ สปป.ลาว ที่ลดลงโดยหลักจากดีเซล ทั้งในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์จากอุปทานในประเทศที่มีจำกัด เป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะที่กัมพูชา ก็ลดลงเช่นกันในเกือบทุกผลิตภัณฑ์โดยหลักจากน้ำมันอากาศยาน สำหรับยอดจำหน่าย Café Amazon ลดลงจากกัมพูชาตามจำนวนสาขาน้อยลงและสปป.ลาว จากการปรับราคาจำหน่าย


