ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา11.30 น.วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกุลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และภริยา พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รมง.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมหน่วยงานต่างๆ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซวงหลิว นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน
เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทยระดับบิ๊กเนมประกอบด้วย
1.นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
2.นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธาน หอการค้าไทย-จีน
3.นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธาน หอการค้าไทย
4.นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
5.นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP
6.นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการ เดอะมอลล์ กรุ๊ป
7.นายวิกรม กรมดิษฐ์ - ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อมตะ (AMATA)
8.นายวิชัย กุลสมภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร เครือสหพัฒน์
9.นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธาน สวนอุตสาหกรรม 304
10.นายชญาว์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์องค์กร ปตท.
และ 11.นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริหาร สหฟาร์ม
โดยนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไทยเพื่อนำไปหารือกับทางรัฐบาลจีนต่อไป ซึ่งในวันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้ สำหรับภาคเอกชนไทยที่เดินทางมาร่วมการเจรจาธุรกิจที่เฉินตู ล้วนเป็นระดับบิ๊กเนม มีทั้งที่ทำธุรกิจร่วมกับนักลงทุนจีนอยู่แล้วและมาแสวงหาความร่วมมือธุรกิจใหม่ มีจำนวนทั้งสิ้น 48 บริษัทรวม 153 คนและเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี 110 คน
ก่อนหน้านี้นายอนุทิน เปิดเผยว่า การที่มีนักธุรกิจไทยเดินทางมาร่วมที่จีนกว่า 150 ราย เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและพันธมิตร ปัจจุบัน โครงการ Thailand FastPass ของบีโอไอช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ลงได้มาก ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นปีเติบโตขึ้นแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเปิดมิติใหม่ที่นำประเทศไทยกลับเข้าสู่จอเรดาร์การลงทุนของประชาคมโลก
“ไม่อยากให้มองว่าเป็นการพาใครมา แต่นักธุรกิจเหล่านี้ล้วนมองเห็นโอกาสและช่องทางในการเติบโต หากไม่มีประโยชน์ก็คงไม่เสียเวลาเดินทางมา การที่ภาคเอกชนไทยกว่า 100 รายมาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความแข็งแกร่งในการแสวงหาพันธมิตรและเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยมีคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลพร้อมยืนเป็นกำแพง คอยสนับสนุน และให้คำยืนยันที่จะอำนวยความสะดวกทุกอย่างภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่”


