วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2569

Login
Login

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

เปิดผลงาน 99 วันภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ที่เร่งเดินหน้าปฏิวัติระบบเกษตรกรรมไทยแบบครบวงจรด้วยการชูนวัตกรรมล้ำสมัยสยบภัยแล้งและมาตรการกีดกันทางการค้าโลก ปูพรมดันพันธุ์ข้าวใหม่ ลดต้นทุนพร้อมเชื่อมโยงระบบชลประทานอัจฉริยะกู้วิกฤตลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างดุดัน สวมบททูตเชิงรุกบุกเจรจาขยายฐานการส่งออกผลไม้และสัตว์น้ำไทยในเวทีสากลควบคู่การแจกโฉนดเพื่อเกษตรกรรมและปลดหนี้สิน นี่คือหมุดหมายครั้งสำคัญในการรื้อโครงสร้างภาครัฐเพื่อคืนสิทธิ์และสร้างเสถียรภาพชีวิตชาวนาไทยให้มั่นคงมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ในปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า จะส่งผลทำให้บางพื้นที่แล้ง ในขณะที่บางพื้นที่กลับน้ำท่วมจนพืชผลเสียหาย รวมถึงความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่ ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายชนิดตกต่ำอาทิ ข้าวที่ราคาขายตกต่ำแต่ต้นทุนการผลิตยังสูงขณะที่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก 

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายจากต่างประเทศที่ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร บั่นทอนความเชื่อมั่นของสินค้าเกษตรไทยและ การกีดกันทางการค้าในตลาดโลกที่เข้มงวดขึ้นทุกปีไม่ว่าจะเป็นมาตรการ CBAM หรือ EUDR ของสหภาพยุโรปและระบบการตรวจสอบย้อนกลับซึ่งโจทย์

ทั้งหมดนี้เป็นแรงกดดันที่ซ้ำเติมปัญหาเดิมของเกษตรกรไทยที่สะสมมานานดังนั้น ตลอด 99 วัน หลังจากที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหาร  ได้ขับเคลื่อนการทำงานทั้งระบบเพื่อวางรากฐานในระยะยาวผ่าน 5 ผลงานสำคัญ  คือ

1. ยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ข้าวและชาวนา 15 ล้านคน คือ หัวใจหลักของภาคการเกษตรของไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เพื่อยกระดับการแข่งขันและความยั่งยืนของข้าวไทย โดยเร่งให้กรมการข้าวส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ที่ผลผลิตสูง ระยะเก็บเกี่ยวสั้น ให้ชาวนานำไปปลูก ควบคู่กับการส่งเสริมวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อยอดสู่ข้าวคาร์บอนต่ำที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก

“ขณะนี้ได้นำร่องข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว 25 จังหวัด พื้นที่รวม 100,000 ไร่ ผลลัพธ์พบว่า ต้นทุนการผลิตลดลง 24% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10% และตั้งเป้าขยายพื้นที่เป็น 500,000 ไร่ ภายในปี 2570 นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของโครงการข้าวแต่คือการพิสูจน์ว่า นวัตกรรมสามารถเพิ่มทั้งรายได้ ลดการใช้น้ำ และสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรไทยไปพร้อมกัน”  

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

2. บริหารน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทย สำหรับเกษตรกร น้ำคือชีวิต กระทรวงเกษตรฯ จึงไม่รอให้เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมแล้วค่อยแก้ไข แต่วางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ดี คือการทำให้น้ำไปถึงเกษตรกรในเวลาที่จำเป็นที่สุดเมื่อระบบน้ำมั่นคง ความเสี่ยงก็ลดลง การผลิตเดินหน้าได้ และรายได้ของเกษตรกรก็มั่นคงขึ้นตามไปด้วย

“ในภาพรวมทั้งประเทศได้มีนโยบายให้กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการทำงานร่วมกัน ในการวางระบบชลประทาน ขุดบ่อน้ำชุมชนเชื่อมโยงแปลงนาของเกษตรกร และเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วย ครอบคลุมทุกภูมิภาค ช่วยบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรได้กว่า 59 จังหวัด ผลจากการวางระบบอย่างจริงจังนี้ ช่วยบรรเทาอุทกภัย และสร้างความมั่นคงให้พื้นที่เกษตรรวมกว่า 2.5 ล้านไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 220,000 ไร่ และมีพี่น้องเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงกว่า 124,000 ครัวเรือน”  

สำหรับกรมฝนหลวงได้ใช้นวัตกรรมพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในพื้นที่ภูเขาที่เครื่องบินเข้าถึงยาก หรือวันที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ช่วยเสริมการทำงานจากภาคพื้นดินให้เชื่อมต่อกับภารกิจบนท้องฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุริยะ กล่าวว่า กรณีเหตุอุทกภัยที่หาดใหญ่ตั้งแต่ปลายปีก่อนทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ทำเรื่องของบกลาง เพื่อบูรณะคลอง ร.1 แต่ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการรอการอนุมัติ จากการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์  ได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอนุมัติงบกลางและกำชับให้โครงการแล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน เพราะเข้าใจดีว่าทุกครั้งที่น้ำท่วม สิ่งที่สูญเสียไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่คือ ผลผลิตความหวังและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชน

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

3. นโยบายตลาดนำการผลิต ต้องส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรมด้วย  ดังนั้นต้องปกป้องตลาดในประเทศและเปิดประตูสู่ตลาดโลก โดยการจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ หรือ ศพร. บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ตรวจเข้มด่านชายแดนและห้องเย็นทั่วประเทศ ดำเนินคดีสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี ยึดของ อาทิ เนื้อสัตว์แช่แข็ง ที่ลักลอบนำเข้ากว่า 26 ตัน มูลค่ารวมกว่า 11 ล้านบาท ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและปกป้องเกษตรกรไทยไม่ให้เสียเปรียบสินค้าผิดกฎหมาย

ผลงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม คือ การควบคุมคุณภาพทุเรียนสด เพียงครึ่งปี 2569 มีมูลค่าการส่งออกแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะมีมูลค่าส่งออกมากกว่า 150,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า หากควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงได้ดี จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้ให้ประเทศได้อย่างมหาศาล

"ผมได้สนับสนุนกระทรวงดำเนินการเชิงรุกโดยการเปิดและขยายตลาดผลไม้สดไทย ในหลายประเทศอย่างจริงจัง เช่นส้มโอสดทั้งผลไปนิวซีแลนด์อินทผลัมสดไปเวียดนามมังคุดสดไปไต้หวันส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและทับทิมสยามไปญี่ปุ่นรวมถึงสละสดและอินทผลัมสดไปจีน

อีกตัวอย่างของการทำงานเชิงรุก คือกรณีที่มาเลเซียประกาศระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ชั่วคราวซึ่งผมได้เดินทางไปเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียด้วยตนเองตั้งเป้าให้การส่งออกกุ้งไทยกลับสู่ภาวะปกติภายใน 30 วัน" 

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรอยู่ระหว่างเร่งวางแผนรับมือคือปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังโดยเตรียมแผนผลิตและกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคให้ได้ประมาณ 5 ล้านลำ ในปี 2569

4. ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ ยกระดับบริการและคุณภาพ โดยให้กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าลดขั้นตอนของภาครัฐ มุ่งสู่การเกษตรแม่นยำเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้น้ำและปุ๋ยได้เหมาะสมกับสภาพดิน อากาศ และสถานที่จริง และสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยแนะนำวิธีที่ถูกต้องได้ตลอดเวลา ควบคู่กันนี้ ยังได้แก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัยไปแล้วถึง 9 ฉบับ และปรับปรุงระบบอนุมัติ อนุญาต จากเดิมบางประเภทใช้เวลานานถึง 14 วันเหลือเพียง 1 วันเท่านั้น เชื่อว่าหน้าที่ของกระทรวงฯ คือ ช่วยเกษตรกรให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

5. คืนสิทธิ์ คืนโอกาส คืนความมั่นคง ด้านที่ดินทำกิน กระทรวงเกษตรฯได้เร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยเสนอให้เปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรมเพื่อให้เกษตรกรใช้ที่ดินประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้อย่างแท้จริงด้านหนี้สินเกษตรกร เราบูรณาการกับ ธ.ก.ส. และกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แก้ไขและพักหนี้ให้เกษตรกรแล้ว 8,858 ราย วงเงินรวม 940 ล้านบาท พร้อมลดมูลหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์เพื่อการเกษตรลงได้อีกกว่า9,300 ล้านบาท

 “ผมเชื่อมั่นเสมอว่าความมั่นคงทางอาหารของโลกต้องเริ่มต้นจากความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรไทย เพราะเมื่อเกษตรอยู่ได้ประเทศไทยก็จะมั่นคงและประชาชนทุกคนก็จะมีความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน99 วันที่ผ่านมา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายสุริยะ กล่าว

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตลอด 99 วันที่ผ่านมาได้ฟื้นฟูทรัพยากรและยกระดับประมงไทย โดยการเติมชีวิตกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ด้วยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไปแล้วเกือบ 300 ล้านตัว และตั้งเป้าดำเนินการต่อเนื่องอีก 200 ล้านตัว เพื่อให้ชาวบ้านมีอาหารและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากทรัพยากรที่เราร่วมกันฟื้นฟู

ด้านการสืบสานภูมิปัญญา ยกระดับผ้าไหมไทย ได้ผลักดันให้กรมหม่อนไหมจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม อุตสาหกรรมต้นแบบของเกษตรกร ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหม่อนแล้ว 62,247 ไร่ และขยายองค์ความรู้สู่เกษตรกรจำนวน 6,615 ราย เพื่อยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงสร้างคุณค่าให้ผ้าไหมไทยก้าวสู่ตลาดโลก มูลค่ารวมสูงถึง 811 ล้านบาท

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

โดยสิ่งสำคัญคือเกษตรกรต้องมีที่ดินทำกิน จึงได้เร่งเดินหน้ามอบ “เอกสารสิทธิเพื่อการเกษตร” ส่งมอบโฉนดเพื่อการเกษตรไปแล้ว 137,401 แปลง และภายในปี 2570 ตั้งเป้าส่งมอบให้ครบ 200,000 แปลง

อย่างไรก็ตาม ด้านการตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญจึงมอบนโยบายให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เดินหน้าตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงแหล่งรับซื้อและระบายผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนผลผลิตของเกษตรกรให้เป็นรายได้ที่จับต้องได้ โดย อ.ต.ก. ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์กลางการตลาด และศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การตลาดสมัยใหม่ รวมถึง การผลักดันให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) นำผลงานวิจัยไปต่อยอด และขยายผลสู่เกษตรกรแล้วกว่า 37 โครงการ

นอกจากนี้ ได้ผลักดันจนคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงิน หมุนเวียนรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสหกรณ์ 44 แห่ง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 5,100 รายทั่วประเทศ

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กำหนดแนวทางการทำงานที่เน้น “ลงพื้นที่จริง รับฟังปัญหาจริง และติดตามผลจริง” โดยไม่รอรายงานจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ลงไปพบเกษตรกรและหน่วยงานในพื้นที่ด้วยตนเอง โดยเห็นผลเป็นรูปธรรมทั้ง 5 ด้านตามนโยบาย ดังนี้

1. การพัฒนาปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณร้อยละ 30 มีเกษตรกรกว่า 22,720 ราย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจริง

2. การยกระดับระบบบริการและการบริหารจัดการภาครัฐ ได้ปรับแนวทางการทำงานให้เป็นเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจและบูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน

3. การยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่ม มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว 2.56 ล้านไร่ และเกษตรกรได้รับการรับรองกว่า 308,000 ราย

สุริยะกาง 5 พอร์ตเด็ดโชว์งาน 99 วัน ปลุกเกษตรไทยพุ่งชนเกณฑ์โลก

4. การคืนสิทธิ์ คืนโอกาส และคืนความมั่นคงให้เกษตรกร ด้วยนวัตกรรม “แผนที่ดินรายแปลง (Map4All)”ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ซึ่งได้รับรางวัล United Nations Public Service Awards 2026 จากองค์การสหประชาชาติ ถือเป็นผลงานที่สะท้อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูงจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และได้ขยายผลช่วยประชาชนบนพื้นที่สูงกว่า 39,553 ครัวเรือน พร้อมกันนี้ ได้จัดสรรสิทธิในที่ดินของนิคมสหกรณ์ให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ไปแล้วมากกว่า 900 ราย รวมพื้นที่กว่า 7,143 ไร่ และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์กว่า 58,000 ราย ซึ่งสามารถลดหนี้ได้รวม 9,325 ล้านบาท

5. การขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและ Smart Farmer โดยกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ Farmbook Application ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลผ่านระบบแล้วกว่า 3.2 ล้านครัวเรือน ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวกรวดเร็ว และทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง 

สำหรับบันทึกข้อมูลและภาพถ่ายกิจกรรมการเกษตร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ซึ่งมียอดดาวน์โหลดสะสมแล้วกว่า 101,000 ครั้ง รวมทั้ง ส่งเสริมการเกษตรพัฒนาและรับรองคุณสมบัติ Smart Farmer และ Young Smart Farmer รวมแล้ว 9,746 ราย แบ่งเป็น Smart Farmer 8,116 ราย และ Young Smart Farmer 1,630 ราย โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ Smart Farmer มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 98,715 บาทต่อปี เป็น 111,892 บาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.35 ขณะที่ Young Smart Farmer มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 125,317 บาทต่อปี เป็น 153,417 บาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.42 ส่งผลให้เกษตรกรทั้งสองกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 18.42