วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘รัฐบาลอนุทิน’ ลุยโจทย์หินผ่าโครงสร้างค่าไฟ ทุบต้นทุนแฝง - รื้อสัญญาชั่วนิรันดร์ - ค่าไฟดาต้าเซนเตอร์

มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเรียกร้องที่ประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานพูดกันมานาน แต่ไม่มีรัฐบาลใดเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเท่าครั้งนี้

  • ลุยรื้อต้นทุนแฝงค่าไฟฐาน

สาระสำคัญของมติ กพช. ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ “กล้ารื้อ” โครงสร้างที่ซ่อนอยู่หลังบิลค่าไฟ ที่แฝงอยู่ในค่าไฟฐาน ตั้งแต่ภาระไฟสาธารณะ สัญญาซื้อไฟราคาแพง ระบบผูกขาดซื้อขายไฟฟ้า ต้นทุนของดาต้าเซนเตอร์ ไปจนถึงการเปิดทางให้ชุมชนมีส่วนเป็นเจ้าของพลังงานสะอาดมากขึ้น

  • เดินหน้าถอดไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน

เรื่องแรกคือ การแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน กพช. เห็นชอบให้ถอดต้นทุนไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมให้ กกพ. ปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อหาแหล่งเงินใหม่มารองรับ
 

เท่ากับเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ภาระที่รัฐควรรับผิดชอบ ไม่ควรถูกซ่อนไว้ในบิลค่าไฟของครัวเรือน การถอดต้นทุนส่วนนี้ออกจึงไม่ใช่แค่การลดค่าไฟ แต่เป็นการทำให้โครงสร้างค่าไฟโปร่งใส และเป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า มติการประชุม กพช.ครั้งนี้เหมือนเป็นการผ่าตัดโครงสร้างครั้งสำคัญทั้งการแยกไฟสาธารณะออกจากกลุ่มผู้ใช้ไฟเดิม และการลดค่าไฟสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเริ่มในรอบบิลเดือนสิงหาคม

  •  ลดค่าไฟบ้าน เห็นผู้เช่าตัวจริง

อีกเรื่องที่ประชาชนรอมานานคือ การลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย มตินี้ตอบโจทย์คนใช้ไฟน้อย ซึ่งส่วนใหญ่คือ ครัวเรือนรายได้น้อย ผู้เช่าห้อง นักศึกษา และแรงงานที่ต้องแบกค่าครองชีพทุกเดือน

ที่สำคัญ กพช. ยังขยายนิยามบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งเดิมบางส่วนต้องใช้อัตราไฟชั่วคราวที่แพงกว่า รายละเอียดนี้สะท้อนว่า รัฐบาลไม่ได้มองแค่เจ้าของบ้าน แต่เริ่มมองเห็นผู้ใช้ไฟตัวจริง ที่อยู่ในระบบเช่า และมักตกหล่นจากมาตรการรัฐ

ดังนั้นการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกจึงไม่ใช่เพียงมาตรการอุดหนุนค่าไฟ แต่เป็นการออกแบบให้เข้าใกล้ชีวิตจริงมากขึ้น เพราะคนจำนวนมากไม่ได้มีบ้านของตัวเอง แต่เป็นผู้เช่าที่จ่ายค่าไฟทุกเดือน และได้รับผลกระทบจากค่าไฟแพงไม่ต่างจากเจ้าของบ้าน

  • เปิดเสรีไฟสะอาด รื้อสัญญาแพง

นอกจากนี้ หัวใจของการแตะโครงสร้างผูกขาดอยู่ที่การเปิดเสรีไฟสะอาดควบคู่กับการรื้อสัญญาซื้อไฟแพง กพช. ได้อนุมัติให้ขยาย Direct PPA ผ่าน Third Party Access ครอบคลุมทั้งดาต้าเซนเตอร์ และอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องการไฟสะอาด เปิดให้ผู้ใช้ไฟจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ว่าแนวทางนี้คือ การเดินหน้าไปสู่ตลาดซื้อขายไฟสะอาดอย่างเสรี ให้มีการแข่งขัน ไม่ให้ผูกขาด ใครผลิตได้ถูก ผู้ซื้อก็มีสิทธิเลือกซื้อจากผู้ผลิตรายนั้น โดยการไฟฟ้าจะทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่าย แทนการเป็นผู้ซื้อไฟทั้งหมดแล้วนำไปขายต่อเหมือนเดิม         
 

เมื่อประกอบกับมติเรื่อง Adder ที่ให้จัดการสัญญาซื้อไฟแพงชั่วนิรันดร์ ทั้งการกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่ต่ออายุอัตโนมัติ และปรับอัตรารับซื้อไฟให้สอดคล้องต้นทุนจริง จะเห็นว่า รัฐบาลกำลังแตะทั้งตลาดไฟฟ้าใหม่ และต้นทุนเก่าที่ฝังอยู่ในระบบ ไปพร้อมกันเพราะค่าไฟแพงไม่ได้เกิดจากค่า Ft อย่างเดียว แต่มีต้นทุนจำนวนมากฝังอยู่ในสัญญาระยะยาว และโครงสร้างการรับซื้อไฟฟ้า การเริ่มรื้อสัญญาที่ถูกเรียกว่าแพงชั่วนิรันดร์จึงเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ตั้งใจลดค่าไฟเฉพาะหน้า แต่กำลังแตะต้นตอที่เคยถูกมองว่าแตะยากที่สุดเรื่องหนึ่ง

  • ดาต้าเซนเตอร์ลงทุนได้ ต้องรับต้นทุนได้

 สำหรับดาต้าเซนเตอร์เป็นทั้งโอกาส และความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายกฯ อนุทิน กล่าวเรื่องนี้ในที่ประชุม กพช. ว่า ประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนระดับโลกมากขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รัฐบาลจึงต้องเตรียมระบบไฟฟ้า การส่งกำลังไฟ และพลังงานหมุนเวียนให้พร้อมรองรับ

แต่การรองรับการลงทุนต้องไม่ทำให้ประชาชนแบกต้นทุนแทน เป็นที่มาของมติ กพช. ที่เคาะกำหนดให้ดาต้าเซนเตอร์ต้องมีอัตราค่าไฟเฉพาะ เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง ทั้ง LNG นำเข้า และการลงทุนขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ต้องมีความมั่นคงสูง รวมถึงให้ดาต้าเซนเตอร์รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่ง และต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำประกอบ

เท่ากับว่ามติการประชุมนี้ส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยเปิดรับการลงทุนโลก แต่ไม่ใช่แบบเปิดประตูแล้วให้ประชาชนร่วมจ่ายต้นทุนที่ตามมา ดาต้าเซนเตอร์ใช้ไฟมาก ใช้น้ำมาก และต้องการระบบสำรองสูง หากไม่แยกต้นทุนให้ชัด ภาระ LNG สายส่ง และทรัพยากรน้ำ อาจย้อนกลับมาอยู่ในค่าไฟของครัวเรือนทั่วไป

  • โซลาร์ชุมชน สู่ “การไฟฟ้าประชาชน”

นอกจากนี้ การที่ กพช. มีมติเดินหน้าโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ถือว่าเชื่อมโดยตรงกับแนวคิด “การไฟฟ้าประชาชน” ที่พรรคภูมิใจไทยเคยประกาศไว้ กพช. เห็นชอบให้เดินหน้าโครงการขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ หลักการ 1 ตำบล 1 โครงการ และปรับเกณฑ์คัดเลือกให้แข่งขันด้วยคะแนนคุณภาพ ไม่ใช่ยื่นก่อนได้ก่อน
 

ทั้งนี้มีรายละเอียดสำคัญคือ จำกัดผู้พัฒนาแต่ละรายได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อลดการกระจุกตัว และนำประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟแก่ผู้ใช้ไฟทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือ การเปลี่ยนประชาชนจากผู้จ่ายค่าไฟปลายทาง ให้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของระบบผลิตไฟฟ้าสะอาดในพื้นที่ของตนเอง

กพช. รอบนี้นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นทำเรื่องสำคัญที่ยาก และสั่งสมมานานหลายรัฐบาล และไม่ได้มีแค่เรื่องลดค่าไฟ แต่ได้จัดวางสมการใหม่ของพลังงานไทย ด้านหนึ่งดูแลประชาชน อีกด้านต้องรองรับการลงทุนโลก ขณะเดียวกันต้องลดการผูกขาด รื้อสัญญาแพง และให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่รับผิดชอบต้นทุนของตัวเอง

แน่นอนว่าเส้นทางหลังจากนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ทั้งการแก้กฎหมาย กฎระเบียบ กองทุนพัฒนาไฟฟ้า การเจรจาสัญญาเดิม การออกแบบตลาด Direct PPA และการทำให้โซลาร์ชุมชนไม่ตกไปอยู่ในมือทุนรายใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ “รัฐบาลอนุทิน” เริ่มเปิดประตูบานที่หลายรัฐบาลเคยลังเล

 ในทางการเมือง นี่คือ พื้นที่ที่รัฐบาลอนุทินต้องพิสูจน์ต่อว่ากล้าทำ แล้วจะทำให้จบได้หรือไม่ แต่ในทางนโยบาย ต้องยอมรับว่า มติ กพช. ชุดนี้เริ่มแตะจุดที่เป็นรากของปัญหาค่าไฟไทยจริง ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขหน้าบิลค่าไฟเพื่อผ่านแรงกดดันรายเดือนเหมือนที่ผ่านมา

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์