วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผ่าวิกฤตไข่ไก่ไทย สกัดทัพไข่เถื่อน ดันคนไทยกินกู้เสถียรภาพ

อุตสาหกรรมไก่ไข่ไทยกำลังเผชิญศึกสองด้านครั้งสำคัญที่สะเทือนปากท้องของผู้บริโภคและทางรอดของเกษตรกรทั่วประเทศ เมื่อวิกฤตต้นทุนอาหารสัตว์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำร้ายยังถูกซ้ำเติมจากกระแสการลักลอบนำเข้าไข่เถื่อนชายแดน ที่บุกเข้ามาทำลายกลไกราคาตลาด แม้ภาครัฐจะวางระบบโควตาควบคุมพ่อแม่พันธุ์อย่างรัดกุมภายใต้นโยบายตลาดนำการผลิต แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะแก้โจทย์ระยะยาว ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงไข่ไก่ต้องแท็กทีมเร่งออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกสู้ภัยคุกคาม พร้อมทั้งเปิดแผนยุทธศาสตร์พลิกวิกฤต ปลุกกระแสชวนคนไทยกินไข่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย โดยเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภคทุกระดับ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการผลิตไข่ไก่ที่เพียงพอต่อการบริโภคของประชาชน คือระบบอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างปริมาณการผลิต ความต้องการบริโภค และรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่

ผ่าวิกฤตไข่ไก่ไทย สกัดทัพไข่เถื่อน ดันคนไทยกินกู้เสถียรภาพ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการสะท้อนจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งผู้นำองค์กรในอุตสาหกรรมเห็นพ้องกันว่า ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันมิได้อยู่ที่ปัญหาการผลิตไม่เพียงพอ หากแต่อยู่ที่การรักษาเสถียรภาพของตลาดภายใต้ปัจจัยเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศเพื่อนบ้านและแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอาหารสัตว์ พลังงาน และแรงงาน

  • จากวิกฤตราคาไข่ไก่สู่ระบบบริหารจัดการตลาดนำการผลิต

อุตสาหกรรมไก่ไข่ไทยเคยเผชิญภาวะวิกฤตราคาที่รุนแรงในช่วงปี พ.ศ.2560–2561 อันเป็นผลมาจากการเปิดเสรีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ส่งผลให้จำนวนแม่ไก่ในระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาด ราคาจำหน่ายไข่ไก่ปรับตัวลดลงเหลือเพียงฟองละ 1.70–1.80 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตและสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ

จากวิกฤตดังกล่าว คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมได้ปรับแนวคิดการบริหารจัดการจากการมุ่งเพิ่มผลผลิต มาเป็นแนวทาง “ตลาดนำการผลิต” (Market-Led Production) โดยใช้ข้อมูลการบริโภคและความต้องการของตลาดเป็นตัวกำหนดปริมาณการผลิต

ผ่าวิกฤตไข่ไก่ไทย สกัดทัพไข่เถื่อน ดันคนไทยกินกู้เสถียรภาพ

มาตรการสำคัญคือการลดปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่จากระดับกว่า 630,000 ตัว เหลือ 440,000 ตัวต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ในปัจจุบันและมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดไข่ไก่ไทยอย่างมีนัยสำคัญ

  • ความเหมาะสมของระบบโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยกำหนดปริมาณการผลิตโดยอ้างอิงจากระดับการบริโภคสูงสุดของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 42–43 ล้านฟองต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนสินค้าในช่วงที่มีความต้องการบริโภคสูงสุด

ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่จำนวน 440,000 ตัว ส่งผลให้ประเทศไทยมีแม่ไก่ยืนกรงประมาณ 51–52 ล้านตัว และสามารถผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยวันละ 43 ล้านฟอง ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ

นอกจากนี้ ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมยังยืนยันว่า การคงระดับโควตาพ่อแม่พันธุ์ที่ 440,000 ตัว ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนไข่ไก่ เนื่องจากประเทศไทยยังมีผลผลิตส่วนเกินในบางช่วงของปี โดยเฉพาะไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการบริโภคลดลง ขณะที่แนวโน้มสังคมสูงวัยยังส่งผลให้การบริโภคขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงเหมือนในอดีต

  • ปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่และผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

แม้ว่าระบบการควบคุมปริมาณการผลิตจะช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ระบุว่า ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศไทย ส่งผลให้ไข่ไก่มีราคาถูกกว่าอย่างมาก และกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

นอกเหนือจากผลกระทบด้านราคาแล้ว ปัญหาดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับประเด็นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบมาตรฐานการผลิตหรือระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผ่าวิกฤตไข่ไก่ไทย สกัดทัพไข่เถื่อน ดันคนไทยกินกู้เสถียรภาพ

นายพรชัย เอี่ยมสงวนนิจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ อธิบายเพิ่มเติมว่า การนำเข้าไข่ไก่ในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบการค้าชายแดนตามปกติและการลักลอบนำเข้าในปริมาณมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลไกราคาภายในประเทศโดยตรง อีกทั้งยังอาจเพิ่มความเสี่ยงจากโรคระบาดที่อาจติดมากับไข่หรือบรรจุภัณฑ์จากต่างประเทศ

  • ต้นทุนอาหารสัตว์กับความสามารถในการแข่งขัน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ คือ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งยังคงเป็นแรงกดดันหลักของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่อยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ของประเทศไทยสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

นายมงคลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเลี้ยงไก่ไข่เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง โดยไก่ไข่หนึ่งตัวมีต้นทุนไม่น้อยกว่า 1,000 บาท ยังไม่รวมค่าโรงเรือนและอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ใกล้เคียงกับศักยภาพของสายพันธุ์ ซึ่งตามมาตรฐานแล้วแม่ไก่หนึ่งตัวสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 350 ฟองตลอดอายุการให้ไข่ 80 สัปดาห์ หรือประมาณ 305 ฟองต่อปี

  • บทบาทของกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่

กลไกการใช้กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ เพื่อสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรม โดยมีรายได้จากการจัดเก็บเงินสมทบจากผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่และพันธุ์ไก่ไข่จำนวน 16 บริษัท รวมประมาณปีละ 22 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีนับจากตั้งกองทุนเมื่อปี 2563 เก็บสะสมเงินได้มากกว่า 130 ล้านบาท และนำไปใช้ในมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา เช่น การสนับสนุนการส่งออก การชดเชยการปลดแม่ไก่ยืนกรง และการส่งเสริมการแปรรูปไข่เพื่อลดปริมาณไข่ส่วนเกินในตลาดในช่วงเวลาที่จำเป็น

  • การเพิ่มการบริโภคภายในประเทศในฐานะทางออกเชิงยุทธศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นร่วมกันว่า แนวทางสร้างความยั่งยืนในระยะยาวไม่ใช่การเพิ่มกำลังการผลิต แม้จะมีกองทุนมาช่วยดูแลเสถียรภาพ แต่ทางออกที่ยั่งยืนควรเป็นการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศควบคู่กับการรักษาวินัยการผลิตและการปลดแม่ไก่ยืนกรงตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์

โดยปัจจุบันคนไทยบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยประมาณ 235 ฟองต่อคนต่อปี ขณะที่ประเทศมาเลเซีย จีน และญี่ปุ่นมีระดับการบริโภคมากกว่า 300 ฟองต่อคนต่อปี หากสามารถเพิ่มการบริโภคได้เพียง 1 ฟองต่อคนต่อสัปดาห์ หรือ 52 ฟองต่อคนต่อปี จะส่งผลให้ความต้องการบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 3,300 ล้านฟองต่อปี และรองรับการขยายการผลิตได้อีกประมาณร้อยละ 18

การเพิ่มการบริโภคของคนในประเทศ ซึ่งคิดเป็นตลาดหลักสัดส่วน 98% ของการผลิตไข่ไก่ จะทางออกสำคัญที่ช่วยให้ไข่ไก่ไทยมีตลาดรองรับ หรือหากมีผลผลิตส่วนเกินบ้าง ก็ยังแปรรูปหรือหาตลาดส่งออกมาเสริมได้ ช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้า