วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เลิกสัญญาไฮสปีดเทรน CP สะเทือนประมูล PPP คมนาคม 1.4 แสนล้าน

โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) กำลังเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาสิ้นสุดสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่ม CP)

ช่วงที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่แสดงความกังวลถึงการแก้ไขสัญญา PPP ประเด็นการจ่ายเงินอุดหนุนค่าก่อสร้างจากครบกำหนด 5 ปี เป็นการสร้างไปจ่ายไป ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

ขณะที่การยกเลิกสัญญาร่วมลงทุนระหว่าง รฟท.กับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด กำลังสร้างความกังวลถึงโครงการลงทุนด้านคมนาคมหลังจากนี้ที่กระทรวงคมนาคมวางแผนปี 2570 จะประมูลร่วมลงทุนในกิจการของรัฐถึง 1.4 แสนล้านบาท

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมผลักดันลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) เน้นใช้แหล่งเงินจากการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) และการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์รูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ และจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานลงทุนได้เร็วขึ้น

“โครงการที่รัฐจะนำมาให้เอกชนร่วมทุน ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ผลตอบแทนทางการเงิน ก็จะมีความน่าสนใจทางการลงทุน และรัฐบาลก็จะได้นำเงินงบประมาณมาลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นเพื่อบริการประชาชน สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดได้เร็วขึ้น จะเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด เช่น การพัฒนาโครงการถนนทางหลวง”

ปรับ PPP ให้สอดคล้องสถานการณ์

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าจากสัญญาโครงการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าอาจจะมีปัญหาจากปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบต่อการดำเนินโครงการตามสัญญา โดยเฉพาะเหตุจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 

รวมทั้งผลสงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดผลกระทบราคาน้ำมัน ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นบทเรียนที่ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนข้อกำหนดเงื่อนไขของสัญญา PPP ต้องครอบคลุมปัญหาและสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้สัญญายืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เชื่อว่ากรณีของสัญญาร่วมทุนในโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินที่สัญญา PPP เกิดผลกระทบ ทำให้โครงการล่าช้ามาหลายปีไม่สามารถก่อสร้างได้ เชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับโครงการนี้จะไม่เป็นเหตุที่ทำให้ลดความน่าเชื่อถือหรือเกิดข้อกังวลต่อการลงทุนโครงการ PPP เพราะเชื่อว่าแต่ละโครงการมีความน่าสนใจทางการลงทุนที่แตกต่างกันไป 

อีกทั้งการเปิด PPP หลังจากนี้ รัฐบาลจะกำหนดมาตรการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แตกต่างไปจากสัญญา PPP ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา

เตรียมเปิด PPP 1.4 แสนล้านบาท

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กระทรวงคมนาคมประกาศแผนลงทุนโครงการสำคัญในปี 2570 รวม 262 โครงการ วงเงินลงทุน 229,769 ล้านบาท โดยมีนโยบายใช้รูปแบบการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณ โครงการสำคัญที่มีความพร้อมเปิดให้เอกชนร่วมทุนรวมมูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท อาทิ 

1.มอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายโทลล์เวย์ ช่วงรังสิต-บางปะอิน 31,358 ล้านบาท สถานะโครงการอยู่ระหว่างคณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณาร่างเอกสาร RFP คาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนได้ภายในปลายปี 2569 และจะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนได้ภายในกลางปี 2570

2.มอเตอร์เวย์ M9 ทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทอง 56,035 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสาร RFP และคาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนได้ภายในปี 2570 เร่งก่อสร้างเพื่อเปิดให้บริการในปี 2575 

3.โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ 46,812 ล้านบาท และโครงการพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 12,171.60 ล้านบาท

ทีดีอาร์ไอชี้ “ไฮสปีดเทรนเสี่ยงสูง”

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า รูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในลักษณะ PPP ถือเป็นรูปแบบการลงทุนที่ดี และจะช่วยให้โครงการเกิดการพัฒนาได้โดยเร็วหากเทียบกับการรอรับการจัดสรรงบประมาณ 

แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา ความสำเร็จของการเปิด PPP มักจะเป็นโครงการที่มีแนวโน้มสร้างรายได้ชัดเจน และเป็นโครงการที่เคยเปิด PPP มาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรถไฟฟ้าและทางด่วน

ขณะที่โครงการใหม่อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในไทย อีกทั้งยังเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นเมื่อนำมาเปิด PPP โดยใช้รูปแบบเดิม จึงทำให้โครงการนี้มีความเสี่ยงสูง และเอกชนต้องรองรับความเสี่ยงมากกว่าภาครัฐ 

ชี้บทเรียน PPP ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน

ดังนั้น PPP รถไฟความเร็วสูงจึงถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ภาครัฐควรนำมาทบทวนและพัฒนารูปแบบ PPP หลังจากนี้ให้เหมาะสม โดยจำเป็นต้องออกแบบ PPP ให้สอดคล้องกับปัจจัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และสอดคล้องกับแต่ละโครงการ

“การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการรัฐ นับเป็นการลงทุนที่ดี แต่จะเอามาใช้หลังจากนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจัยผลกระทบต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การร่วมทุน PPP มีสัญญานานระดับ 20 - 30 ปี ดังนั้นหากรัฐบาลจะมุ่งเน้นเปิด PPP ในหลายโครงการนับจากนี้ คงต้องกำหนดเงื่อนไขให้สอดคล้องกับทุกสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงไปตามหลายบริบทที่คาดว่าจะเกิดขึ้น” ดร.สุเมธ กล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวว่า หนึ่งในเงื่อนไขที่ควรกำหนดในสัญญา PPP คือ มุ่งเน้นทำสัญญาที่เปิดช่องเพื่อให้การพัฒนาโครงการนั้นมีระบบที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น ข้อกำหนดเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ควรถูกนำมาวิเคราะห์และกำหนดไว้ในสัญญาร่วมทุน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีคู่สัญญาก็จะต้องพิจารณาเรื่องการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น