เปิดฉากปฏิรูปโครงสร้างเกษตรกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน สุริยะ ชูนโยบายเชิงรุก “ตลาดนำการวิจัย เกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” ประกาศสงครามสินค้าเถื่อน-สวมสิทธิ์ พร้อมผนึกกำลังศิริราชยกระดับสมุนไพร Medical Grade และขับเคลื่อนระบบดิจิทัล ‘Super License’ การันตีรางวัลเลิศรัฐ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เกษตรอัจฉริยะ’ เปลี่ยนวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวนให้เป็นโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้เกษตรกรไทย
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในงานขับเคลื่อนผลงานดีเด่นกรมวิจัยการเกษตร “วิจัยใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า สู่รายได้ยังยืน” ว่าภาคเกษตรกรรมเป็นกระดูกสันหลังของประเทศมาทุกยุคทุกสมัย ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมส่งออกหลักที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละนับแสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโครงสร้างทางเกษตรกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน ทั้งความกดดันจากการกีดกันทางการค้าในเวทีสากล ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีส่วนหนึ่งมาจากการเผาในพื้นที่การเกษตร ตลอดจนภัยคุกคามจากการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายและการสวมสิทธิ์สินค้าไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาและความเชื่อมั่นในตลาดโลกอย่างรุนแรง
สิ่งที่นับว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่เร่งด่วนและส่งผลกระทบโดยตรงมากที่สุดในเวลานี้ คือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก่อให้เกิดภาวะภัยแล้งที่ยาวนาน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นผิดปกติ และการขาดแคลนทรัพยากรน้ำในการเพาะปลูก ซ้ำร้ายยังนำมาซึ่งการแพร่ระบาดของโรคพืชและศัตรูพืชอุบัติใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเหตุนี้ การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเพียงสภาพดินฟ้าอากาศตามธรรมชาติจึงไม่สามารถตอบโจทย์ความอยู่รอดของเกษตรกรได้อีกต่อไป
กระทรวงเกษตรฯ จึงได้กำหนดทิศทางและนโยบายสำคัญเพื่อเร่งยกระดับและปรับโครงสร้างภาคเกษตรไทยอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำแนวคิดหลัก “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก “ตลาดนำการวิจัย เกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการผลิตสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิแบบเดิม ไปสู่การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าสูงที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยท่ามกลางความผันผวนของโลกยุคปัจจุบัน
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมไทยยุคใหม่ คือการเปลี่ยนมุมมองจากการผลิตเพื่อขาย มาเป็นการผลิตที่ยึดความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง โดยมี “งานวิจัยและเทคโนโลยี” เป็นสะพานเชื่อมโยงความต้องการของตลาดโลกเข้ากับกระบวนการผลิตของเกษตรกร แนวคิด “ตลาดนำการวิจัย” จึงไม่ใช่เพียงแค่คำขวัญ แต่เป็นแนวปฏิบัติที่กรมวิชาการเกษตรนำมาใช้เป็นกรอบในการคิดค้น พัฒนา และขยายผลงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริงในไร่นา
นายสุริยะ กล่าวว่า การมุ่งเน้นไปที่ “เกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” ถือเป็นกลยุทธ์ที่ตรงจุดในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร แหล่งที่มาที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สินค้าเกษตรที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยจึงสามารถทำราคาได้สูงกว่าสินค้าทั่วไปหลายเท่าตัว และเป็นกุญแจสำคัญในการทะลุทะลวงมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าต่าง ๆ
กลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้อุตสาหกรรมเกษตรไทยสามารถสร้างมูลค่าและเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จในกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลักและการเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ ซึ่่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่างานวิจัยที่ตอบโจทย์ตลาดสามารถสร้างความมั่งคั่งให้แก่เกษตรกรและประเทศชาติได้อย่างมหาศาล
สินค้าเกษตรที่สะท้อนความสำเร็จของการบริหารจัดการเชิงคุณภาพและมาตรฐานได้อย่างชัดเจนที่สุด คือทุเรียนสดและผลไม้เศรษฐกิจของไทย ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการวางระบบควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การตรวจรับรองแปลงปลูกตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) การควบคุมกระบวนการคัดแยกและบรรจุภัณฑ์ในโรงคัดบรรจุ (GMP) ตลอดจนการตรวจสอบศัตรูพืชก่อนการส่งออกอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศ
"ความเข้มงวดและความจริงจังในการรักษามาตรฐานนี้ ส่งผลสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่ง โดยในปัจจุบัน (ข้อมูลครึ่งปีแรกของปี 2569) มูลค่าการส่งออกทุเรียนสดของไทยพุ่งทะยานทะลุ 100,000 ล้านบาท ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจากการประเมินแนวโน้มทางการตลาดรวมถึงปริมาณผลผลิต คาดว่าเมื่อสิ้นสุดปี 2569 มูลค่าการส่งออกทุเรียนสดทั้งหมดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปมากกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ตลาดต่างประเทศยังคงมีความต้องการผลไม้ไทยในระดับสูง ตราบใดที่เรายังคงรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ยังได้รุกคืบเปิดตลาดใหม่และขยายตลาดผลไม้สดของไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เช่น เปิดตลาดส่งออก ส้มโอสดทั้งผล เข้าสู่ตลาดนิวซีแลนด์ได้เป็นผลสำเร็จ ส่่งออก ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และ ทับทิมสยาม ไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการกักกันพืชและตรวจสอบความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ขยายขอบข่ายการส่งออกเพิ่มเติมนอกเหนือจากผลไม้หลัก โดยสามารถส่งออก สละสด และ อินทผลัมสด ไปยังตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของจีนได้สำเร็จเปิดประตูและขยายการส่งออก มังคุดสด ผลไม้เศรษฐกิจยอดนิยมอีกชนิดของไทยสู่ผู้บริโภคชาวไต้หวัน ส่งออก อินทผลัมสด ไปยังเวียดนาม เป็นต้น
นายสุริยะ กล่าวว่า ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างนักวิจัย เจ้าหน้าที่กักกันพืช เกษตรกร และผู้ประกอบการส่งออก ที่ร่วมกันพัฒนากระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการกำจัดศัตรูพืชด้วยเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในภาคการส่งออกจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากเกษตรกรที่อยู่ต้นน้ำไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาคการเกษตรไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงและเกิดการขาดแคลนในบางช่วง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง กรมวิชาการเกษตรจึงได้นำผลงานวิจัยด้านชีวภาพและอินทรีย์วัตถุเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยการส่งเสริมระบบ “การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์” ตลอดจนการพัฒนาและขยายผลการใช้ ปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ เพื่อทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร
งานวิจัยด้านชีวภัณฑ์และปุ๋ยชีวภาพนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีให้แก่เกษตรกรได้อย่างเห็นผลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูสภาพดิน ลดการปนเปื้อนของสารเคมีในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเกษตรปลอดภัยอย่างลงตัว ปัจจุบัน ผลงานวิจัยดีเด่นเหล่านี้ได้รับการยอมรับและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคเอกชน เพื่อนำไปผลิตเชิงพาณิชย์และขยายผลการใช้งานในภาคการเกษตรรวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอย่างกว้างขวาง
"กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการทำงานและการให้บริการของภาครัฐ เพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยกรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการพัฒนาระบบอนุญาตหลักที่เรียกว่า “Super License”
โดยระบบ Super License เป็นการบูรณาการและเชื่อมโยงฐานข้อมูลการออกใบอนุญาตต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารวมไว้ในแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียว ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดระยะเวลาในการยื่นคำขอและการอนุมัติเอกสารด้านปุ๋ย วัตถุอันตราย และเมล็ดพันธุ์ ทำให้การบริการของภาครัฐเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ทางการค้า และที่สำคัญคือมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ความสำเร็จจากการพัฒนาระบบดิจิทัลนี้ ส่งผลให้กรมวิชาการเกษตรได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ คือ “รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568” ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นเลิศในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริการภาครัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง
นายสุริยะ กล่าวว่าโลกยุคปัจจุบันว่า กำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” และกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งกลายเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกที่มีมูลค่ามหาศาล ประเทศไทยในฐานะดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย มีศักยภาพสูงมากในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านสุขภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดพืชสมุนไพรไทยให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงชนิดใหม่ โดยยึดหลักการแพทย์และวิทยาศาสตร์รองรับ
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมวิชาการเกษตรได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญร่วมกับ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันศึกษาวิจัย คัดเลือกสายพันธุ์สมุนไพรที่มีสารสำคัญสูง และพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกในระบบเกษตรปลอดภัย เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานในระดับ Medical Grade ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการแพทย์ การผลิตยาสมุนไพร อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
"ความร่วมมือระหว่างภาคเกษตรและภาคการแพทย์ในครั้งนี้ จะถูกนำไปจัดแสดงและเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “เกษตร Longevity and Wellness” ซึ่งจะเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดงานมหกรรมระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น “ศูนย์กลางด้านสุขภาพและสมุนไพรแห่งอนาคต”
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรกรรมของไทยเหล่านี้จะนำออกสู่สายตาชาวโลกใน งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกำหนดการเปิดประตูต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเป็นทางการใน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 งานมหกรรมระดับนานาชาติครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับจังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น แต่ยังเป็นสปอตไลต์ดวงใหญ่ที่ฉายส่องมายังภาพรวมของภาคเกษตรกรรมและพืชสวนไทยทั้งหมด
ในงานมหกรรมพืชสวนโลกนี้ จะแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรมการเพาะปลูก พันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงนวัตกรรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่ร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช การจัดงานครั้งนี้ถูกประเมินว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในวงกว้างอย่างมหาศาล
โดยคาดว่างานมหกรรมพืชสวนโลก ดังกล่าว จะมีมูลค่าเงินหมุนเวียนสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาทการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP): กว่า 20,000 ล้านบาท
การสร้างงานและการจ้างงานใหม่ในระบบ ประมาณ 81,000 อัตรา รายได้จากภาษีคืนกลับสู่ภาครัฐกว่า 7,700 ล้านบาท
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินลงทุนในการจัดงานจะถูกกระจายและหมุนเวียนไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ตั้งแต่เกษตรกรผู้เพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ไปจนถึงแรงงานในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับประเทศอย่างยั่งยืน”
แม้ว่าภาพความสำเร็จและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ แต่กระทรวงเกษตรฯจะไม่นิ่งนอนใจต่อปัจจัยเสี่ยงและภัยคุกคามในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยธรรมชาติจาก ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน ด้วยเหตุนี้ จึงได้มอบหมายและกำชับให้กรมวิชาการเกษตรเร่งจัดทำแผนเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกร
โดยกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับความผันผวนของธรรมชาติในยุคนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็น “เกษตรอัจฉริยะ” โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ เครื่องมือทางเทคโนโลยีหลักที่สั่งการให้นำมาขยายผลสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ ประกอบด้วย
เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตให้ตรงกับความต้องการของพืชในแต่ละระยะเวลาและแต่ละพื้นที่อย่างแม่นยำ ช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ในสภาวะที่น้ำมีจำกัด ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ดิน และความชื้น เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการใช้ AI ในการตรวจจับและวิเคราะห์โรคพืชหรือการเข้าทำลายของศัตรูพืชอุบัติใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที
โดรนเพื่อการเกษตร เพิ่มการนำโดรนมาใช้ในการพ่นสารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยน้ำ และการสำรวจวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อประเมินสุขภาพของพืชในแปลงปลูกขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ลงไปสู่ระดับไร่นา จะช่วยเปลี่ยนให้เกษตรกรไทยสามารถ “บริหารจัดการ” ความเสี่ยงจากธรรมชาติได้ แทนที่จะต้องยอมรับความสูญเสียจากภัยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต
นายสุริยะ ได้เน้นย้ำถึงมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กันไปเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร คือการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลการค้าที่เป็นธรรม ในปัจจุบัน ปัญหาสินค้าเกษตรเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงพฤติกรรมการนำผลไม้หรือสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านมา “สวมสิทธิ์” เป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ทำลายระบบเศรษฐกิจเกษตรของประเทศ
“ การสวมสิทธิ์และการลักลอบนำเข้านอกจากจะส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกต่ำเนื่องจากมีอุปทานส่วนเกินที่ไม่ถูกต้องเข้ามาในระบบแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงในเรื่องของการปนเปื้อนสารเคมีหรือโรคพืชปะปนเข้ามา ซึ่งหากสินค้าด้อยคุณภาพเหล่านั้นถูกส่งออกไปในนามประเทศไทย ย่อมทำลายชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และมาตรฐานเกษตรปลอดภัยที่เราเพียรพยายามสร้างมาอย่างสิ้นเชิง ”
ดังนั้น จึงได้สั่งการเด็ดขาดให้กรมวิชาการเกษตร บูรณาการการทำงานร่วมกับ “ศูนย์พระพิรุณ” และหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ ในการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อคุมเข้ม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังตามแนวชายแดน สถานีขนส่ง และโรงคัดบรรจุอย่างเข้มงวด มีการนำเทคโนโลยีการตรวจสอบสายพันธุ์และระบบการลงทะเบียนดิจิทัลมาใช้ในการยืนยันแหล่งที่มาของสินค้าเกษตร เพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบและสวมสิทธิ์อย่างจริงจัง มาตรการเชิงรุกนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อคุ้มครองพี่น้องเกษตรกรไทย รักษาเสถียรภาพด้านราคาของผลผลิตในตลาด และสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่า สินค้าเกษตรทุกชิ้นที่ส่งออกจากประเทศไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง



