วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2569

Login
Login

บอลโลก 2026 ไม่คึกคัก ‘เงินสะพัดหด’ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

“ธนวรรธน์ พลวิชัย” ชี้ บอลโลก 2026 ไม่คึกคัก ประเมินเงินสะพัดเหลือ 1.5-1.6 หมื่นล้าน หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปดูผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง เวลาแข่งขันไม่เอื้อกิจกรรมนอกบ้าน ส่งผลการจับจ่ายน้อยกว่าคาด ทั้งซื้อโทรทัศน์ เสื้อกีฬา อาหาร เครื่องดื่ม

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ เม็กซิโกและแคนาดาเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-19 ก.ค.2569 ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เคยประเมินการบริโภคช่วงฟุตบอลโลกครั้งนี้จะมีเงินหมุนเวียน 18,000 ล้านบาท 

ในขณะที่ไทม์โซนที่แตกต่างจากไทยมากและแพ็คเกจดูถ้ายทอดสดฟุตบอลโลกที่สูงถึง 5,999 บาท มีผลต่อการตัดสินใจบริโภคของประชาชน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในเบื้องต้นเคยประเมินว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก 

ทั้งการซื้อแพ็กเกจรับชมการแข่งขัน โทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าที่เกี่ยวข้อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาท

แต่ภาพรวมการใช้จ่ายกลับไม่โดดเด่นอย่างที่คาดไว้ เนื่องจากช่วงเวลาการแข่งขันไม่เอื้อต่อการทำกิจกรรมนอกบ้าน ส่งผลให้ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม และสถานที่รับชมการแข่งขันร่วมกันไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การรับชมผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงและช่องทางออนไลน์มากขึ้น

บอลโลก 2026 ไม่คึกคัก ‘เงินสะพัดหด’ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  เม็ดเงินที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแพ็กเกจสตรีมมิง การรับชมผ่าน YouTube การใช้จ่ายด้านโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

บรรยากาศเชียร์ฟุตบอลโลกไม่คึกคัก

รวมถึงการติดตามบทวิเคราะห์ ไฮไลต์การแข่งขัน และคอนเทนต์ฟุตบอลผ่านสื่อออนไลน์ ส่งผลให้บรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลโลกในชีวิตประจำวันไม่คึกคักเหมือนในอดีต ไม่ค่อยเห็นประชาชนสวมเสื้อฟุตบอล หรือรวมตัวเชียร์ตามร้านอาหารและสถานที่สาธารณะมากนัก

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังทยอยซื้อแพ็กเกจรับชมตามความจำเป็น มากกว่าการวางแผนซื้อไว้ล่วงหน้า ทำให้เม็ดเงินค่อย ๆ กระจายเข้าสู่ระบบ แทนที่จะเกิดการใช้จ่ายครั้งใหญ่ในช่วงก่อนการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม มองว่าในช่วงการแข่งขันรอบลึก โดยเฉพาะรอบก่อนรองชนะเลิศ รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ หากกระแสการแข่งขันได้รับความนิยมมากขึ้น ก็อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาททั้งในส่วนของการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และแพ็กเกจรับชมการแข่งขัน

ดังนั้น จึงคาดว่าเม็ดเงินสะพัดจากฟุตบอลโลกครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาทลดลงจากประมาณการเดิมที่ 18,000 ล้านบาทสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันเข้าสู่การบริโภคคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น และทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจในภาคค้าปลีกและบริการลดลงเมื่อเทียบกับการแข่งขันฟุตบอลโลกในอดีต

“เม็ดเงินสะพัดจากฟุตบอลโลกน่าจะต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ประมาณ 20% เนื่องจากเวลาการแข่งขันไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภค และทำให้การจับจ่ายซื้อโทรทัศน์ เสื้อกีฬา อุปกรณ์กีฬา เครื่องดื่ม และสินค้าสำหรับการเชียร์ฟุตบอลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”นายธนวรรธน์ กล่าว